งคน สองคน หรือสามคน!…..”
จิ่งเป่ยเฉินโยนกระดาษทิชชูลงถังขยะที่ข้างเท้าอย่างเฉยเมย ก่อนจะพูดว่า “พ่อรู้ไหมว่าแม่สนใจเรื่องพวกนี้?”
เสียงของเขาเอ่ยอย่างสงบนิ่ง แต่คำพูดที่จิกกัดประมาณว่า ‘สนใจ’ สองคำนี้ เพื่อให้เขาแต่งงานแล้วจำเป็นต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ
“ก็แม่เป็นห่วงลูกนี่! ถ้าหากลูกไม่ชอบผู้หญิง เป็นเพื่อนผู้ชาย อย่างน้อยก็ควรพามาให้พวกเราได้ดูกันบ้าง! ขอแค่ชายหนึ่งคนหรือว่าอะไรก็ได้ให้พวกเราสบายใจกันหน่อยเถอะ!” เธอแค่อยากอุ้มหลานเพราะไม่รู้จะได้อุ้มหลานตอนไหนกัน
มุมปากของจิ่งเป่ยเฉินกระตุกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดไปว่า “ลูกสะใภ้มีแล้ว หลานก็มีแล้ว ไม่ต้องรีบ”
เขาเองก็คิดว่าเร็ว ๆ นี้เขาจะทำให้อันโหรวสารภาพให้ได้ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสดี ๆ และยังไม่มีหลักฐานแน่นหนาพอ ทุกอย่างเป็นแค่สิ่งที่เขาคาดเดา
“แม่กังวลมากแล้วนะ เร็ว ๆ นี้ผมหงอกก็ขึ้นเยอะแล้วด้วย! ลูกไม่รีบ! สาวที่แม่หาให้ลูกก็ไม่แต่ง! แล้วจะให้แม่วางใจได้ยังไง?” ซูรั่วหยาชี้ไปที่หัวของตนเอง จิ่งเป่ยเฉินมองดูแล้วก็เห็นผมสีขาวเส้นหนึ่งที่มองผ่าน ๆ แทบไม่เห็นเลยด้วยซ้ำไป
“วันนี้ผมกลับมาบอกแค่นี้แหละ เรื่องพวกนี้ผมเองก็กังวลเหมือนกัน อย่าได้จัดนัดบอดอะไรพวกนั้นอีก เดี๋ยวผู้หญิงที่ผมชอบ เธอจะหึงเอาได้” จิ่งเป่ยเฉินพูดจบก็ลุกขึ้นจากโซฟาและพูดว่า “ผมจะไปกินข้าวแล้ว”
เขากล้าพนันได้เลย ถ้าหากว่าตอนนี้เขาต้องไปนัดบอด อันโหรวไม่เพียงแต่จะไ