จิ่งเป่ยเฉินไม่ได้พูดอะไร ซูรั่วหยาก็พูดต่ออย่างเป็นเอาตาย “เมื่อคืนคุณยายลูกเข้าฝันแม่ด้วยนะ! บอกให้ลูกรีบแต่งงานมีลูกเร็ว ๆ!”
“ให้ยายมาเข้าฝันผมคืนนี้ด้วยละกัน พอดีผมคิดถึงนิดหน่อย” จิ่งเป่ยเฉินตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ก่อนจะกินต่ออย่างสง่างาม
“ลูก………” เธอแค่ล้อเล่นอย่างเห็นได้ชัด แต่นี่เขาจริงจังขนาดนั้นเลยเหรอ
“เฉินเอ๋อร์ ผู้หญิงที่ลูกชอบชื่อว่าอะไร? คนที่ไหน? ปีนี้อายุเท่าไร? หรือ….”
“ไม่คิดจะเก็บไว้เป็นความประหลาดใจหน่อยเลยหรือไง?” ในที่สุดจิ่งเป่ยเฉินก็เงยหน้าขึ้นมองเธอ ก่อนจะกินข้าวต่อ
“ได้! ฉันจะรอละกัน จะเก็บความคาดหวังไว้ แต่ลูกจะให้แม่รออีกนานแค่ไหน หรือรอจนกว่าลูกจะพากลับมาบ้านได้กัน?” ถ้าแบบนั้นเธอคงรอไม่ไหวหรอก
ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงหรือเปล่า ถ้าเกิดผลัดปีนี้ไปเป็นปีหน้า พอปีหน้าก็ผลัดเป็นปีมะรืน ไม่ช้ามีหวังเขาได้อยู่เป็นเฒ่าโสดอย่างแน่นอน
ใบหน้าของซูรั่วหยาเต็มไปด้วยความกังวล เธอรู้สึกว่าการที่ตัวเองเป็นแม่ของจิ่งเป่ยเฉินนั้นทำให้รู้สึกว่าชั่วชีวิตนี้เธอเป็นแม่ที่ล้มเหลวเสียจริง ๆ ความสุขของลูกชายเธอก็ยังไม่อาจจัดการได้
จิ่งเป่ยเฉินวางตะเกียบลง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า “รู้สึกว่าผมมีเรื่องที่ต้องทำ ขอตัวก่อนนะ”
“เฮ้อ…เอ๊ะ ลูกกินให้เยอะ ๆ หน่อยสิ!” ซูรั่วหย่าหันหน้าไปมองลูกชายที่ก้าวเดินไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งเดินหายไป
เพราะงั้นเมื่อไหร่เธอจะได้ลูกสะใภ้กับหลาน