“ได้ๆ” เฟิงเทียนอวี้ดีใจ จนไม่สนใจที่หลิวหรงพูดขัดเมื่อสักครู่ เขารีบสั่งการออกไป “ใครก็ได้ รีบไปบอกห้องเครื่องให้ทำข้าวต้มมาให้ชิงเอ๋อร์ด้วย”
สีหน้าของหลิวหรงเจื่อนลงไปนิด มือของนางกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น “ฝ่าบาท แล้วขาหมูที่หม่อมฉันเตรียมไว้ให้ชิงเอ๋อร์…”
“หรงกุ้ยเฟย” ใบหน้าอันดูงดงามของเฟิงเทียนอวี้เริ่มดูไร้อารมณ์ น้ำเสียงไม่พอใจเป็นอย่างมาก “เจ้าไม่ได้ยินที่ชิงเอ๋อร์พูดหรือ ตอนนี้นางอยากกินแต่ข้าวต้ม เจ้าต้องการอะไรกันแน่”
ในใจของหลิวหรงยิ่งรู้สึกสับสนกระวนกระวาย นางรู้สึกว่าตั้งแต่เฟิงหรูชิงฟื้นขึ้นมาก็ดูคล้ายกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
นางคนเดิม ถ้าฮ่องเต้สั่งให้งดของคาว นางก็จะร้องไห้โวยวาย แต่มาคราวนี้ นางกลับเชื่อฟังฮ่องเต้?
“ฝ่าบาทอย่าทรงกริ้วเพคะ หม่อมฉันก็แค่ ก็แค่สงสารชิงเอ๋อร์เท่านั้น”
“หรงกุ้ยเฟย เจ้าชักจะล้ำเส้นแล้วนะ!” เฟิงเทียนอวี้สีหน้าไร้อารมณ์ พูดเร็วและรุนแรงดุจกระบี่ “ช่วงนี้ เจ้าไม่ต้องมาดูชิงเอ๋อร์แล้วนะ”
เดิมทีหรงกุ้ยเฟยดูขัดหูขัดตาฮ่องเต้อยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ชิงเอ๋อร์คอยปกป้องนาง นางไม่มีทางได้ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพระพักตร์อย่างแน่นอน
“ฝ่าบาทเพคะ!” หลิวหรงแหงนหน้าอันงดงามขึ้น ใบหน้าเล็กๆ ที่ดูหวาดผวาและทำอะไรไม่ถูกช่างงดงามน่าหลงใหล
แม้นางจะอายุเกินสามสิบแล้ว แต่ใบหน้ายังงดงามเหมือนเก่า หน้าตาของนางยังดูงดงามแม้จะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว