ยังหลิงซู สำนักเตาหลิงซูนั่นซะ” อวินเปยเฉินส่งหยกบันทึกภาพกลับคืนไป “จำไว้ว่าต้องบอกพวกเขาว่า ผู้ที่สังหารคนชั่วผู้นี้คือ อวินเปยเฉิน”
หลิวจินกล่าวลังเลว่า “คุณชาย ทำเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่?”
นางรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่ลู่เยี่ยก่อขึ้น เหตุใดจึงใหอวินเปยเฉินมารับเคราะห์แทน?
อวินเปยเฉินกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าอวินเปยเฉินทำสิ่งใด ไม่เปลี่ยนชื่อยามเดิน ไม่เปลี่ยนแซ่ยามนั่ง ข้าไม่สนใจที่จะปกปิดสิ่งใดทั้งสิ้น”
กล่าวจบ เขาก็ขึ้นรถม้า แล้วหันไปพูดกับลู่เยี่ยวา “ไม่ต้องขอบคุณข้า การสังหารเขาเป็นสิ่งที่ข้าทำตามใจชอบ ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า”
ลู่เยี่ยหัวเราะกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว! ต้องบอกว่าการที่เจ้าสารเลวนั่นทำให้คุณชายอวินเกิดความสนุกในการสังหารก็ถือว่าตายอย่างสมควรแล้ว!”
อวินเปยเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วตบไหล่ลู่เยี่ยเบา ๆ กล่าวชมว่า “ยังพอมีสายตาอยู่บ้าง!”
กล่าวจบ เขาก็นั่งเข้าไปในรถม้า หยิบพิณโบราณออกมา พลางดื่มสุรา พลางดีดพิณและขับขานบทกวี มีอารมณ์เบิกบานยิ่งนัก
หลิวจินเข้ามาเยืนเคียงข้างลู่เยี่ย แล้วส่งเสียงกระแสจิตเอ่ยเตือนว่า ‘คืนนี้คุณชายอวินช่วยเหลือเจ้า เจ้าควรจะรู้สึกซาบซึ้ง ไม่ใช่คิดหาวิธีประจบประแจงคุณชายอวิน พฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้ผู้อื่นรู้สึกรำคาญเท่านั้น เข้าใจหรือไม่?’
ถ้อยคำที่ลู่เยี่ยพูดเมื่อครู่ถูกหลิวจินมองว่าเป็นการประจบสอพลอ จงใจเอาใจอวินเปยเฉิน สิ่งนี้ยิ่งท