ำให้หลิวจินไม่พอใจลู่เยี่ยมากขึ้น
ลู่เยี่ยชำเลืองมองหลิวจินแวบหนึ่ง แล้วส่งเสียงกระแสจิตตอบกลับไปว่า ‘ตอนท่านลุงฉินส่งท่านมา ไม่ได้กำชับท่านหรือว่าควรทำตัวอย่างไร?’
สีหน้าของหลิวจินแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนเปลี่ยนเป็นเย็นชา
ในคราวนี้ที่มารับตัวลู่เยี่ย ฉินอูซางได้ตักเตือนนางอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะอคติกับลู่เยี่ยมากแค่ไหนก็ตาม ก็ห้ามแสดงกิริยาไร้มารยาท และห้ามตัดสินใจเองที่จะไปกลั่นแกล้งลู่เยี่ย!
แต่กระนั้น หลิวจินก็ไม่ได้นำคำตักเตือนเหล่านี้ไปใส่ใจแต่อย่างใด แตนางกลับไม่คาดคิดว่า ลู่เยี่ยจะเดาได้ถึงเรื่องเหล่านี้ และยังนำเรื่องของฉินอูซางมาข่มขู่นางอีกด้วย!
“ข้าเหนื่อยแล้ว ท่านมาบังคับรถม้าแทนข้าเถอะ”
ยังไม่ทันที่หลิวจินจะได้พูดอะไรอีก ลู่เยี่ยก็หมุนตัวเดินเข้าไปในตัวรถม้าเสียแล้ว
“เจ้าเด็กนี่ถึงกับ…ถึงกับกล้าให้ข้ามาเป็นคนขับรถม้าเลยหรือ?” หลิวจินชะงักงัน ไม่เชื่อสายตาตนเอง
ในขณะเดียวกัน เสียงถอนหายใจของอวินเปยเฉินก็ดังขึ้นภายในรถม้า
“บทเพลงหนึ่งที่ทำให้ใจสลาย ณ สุดขอบฟ้าจะหาคู่ใจที่เข้าใจกันได้ที่ใดเล่า!”
เสียงพิณเศร้าสลด ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ้างว้างเดียวดาย
จากนั้น เสียงของลู่เยี่ยก็ดังขึ้นในรถม้าทันที “หากข้าไม่ได้ฟังผิด บทเพลงที่คุณชายอวินเปยเฉินบรรเลงอยู่นั้น น่าจะเป็น ‘บทเพลงเมฆาผลิบานในนภาสีคราม’ ใช่หรือไม่?”
อวินเปยเฉินเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “นี่เป็นบทเพลงที่บรรพชนของตระกูลข