ะโปรดปรานอู่อันกงมากขึ้นทุกที”
ทันใดนั้นหลิวเซินพลันเอ่ยปากขึ้นว่า “ฝ่าบาทช่างต้ามืดบอด ทั้งที่ท่านต่างหากที่อยู่เคียงข้างพระองค์มาโดยตลอด หากไม่ใช่เพราะท่าน พระองค์ก็…”
“ระวังคำพูดหน่อย” เจียนจื่อเต๋าเงยหน้าขึ้นพูด “บางคำนั้นพูดต่อหน้าข้าก็ไม่เป็นไร แต่เจ้าต้องระวังเมื่ออยู่ข้างนอก อีกอย่างที่ฝ่าบาทมีวันนี้ได้ก็ล้วนแต่เป็นเพราะพระองค์เอง พวกเราขุนนางเพียงถวายความช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น อย่าได้หยิ่งผยองนัก”
หลิวเซินจึงก้มหน้าลงทันที “ท่านพูดถูกแล้ว ข้าล่วงเกินไป”
ทันใดนั้นเจียนจื่อเต๋าก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยปากว่า “ข่าวที่ให้เจ้านำไปทูลฝ่าบาท เจ้าส่งถึงพระหัตถ์แล้วหรือไม่”
เมื่อได้ยินคำถาม หลิวเซินจึงก้มหน้าตอบอย่างรวดเร็ว “ส่งแล้วขอรับ”
“แล้วทางฝ่าบาทไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยหรือ”
“ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เลยขอรับ”
ทันใดนั้นหลิวเซินดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงเอ่ยปากว่า “ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน มีคนเห็นท่านผู้นั้นจากสำนักโหรหลวงเข้าวังไป”
“สำนักโหรหลวง?” เจียนจื่อเต๋าพลันพยักหน้านิด ๆ “ฝ่าบาทคงได้รับข่าวสารแล้ว แต่ดูเหมือนพระองค์จะเลือกเส้นทางอื่น”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ช่างน่าเสียดายจริง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลิวเซินก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้อีก ร่างกายพลันสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว แม้จะเป็นเพียงการสนทนาธรรมดา แต่กลับทำให้เขารู้สึกขนลุกโด