เพื่อให้ผู้อำนวยการหน้าบางคนนั้นได้โล่งอก
“ฟ้ามืดมิดดินเวิ้งว้าง ทวยเทพจุติสี่วิญญาณพิทักษ์ทิศ มังกรฟ้าบูรพาคืนตำแหน่ง พยัคฆ์ขาวประจิมคืนตำแหน่ง วิหคเพลิงทักษิณคืนตำแหน่ง เต่าดำอุดรคืนตำแหน่ง…”
เสียงบริกรรมคาถาแหบพร่าดังก้อง นี่คือมนตราของวิชาสื่อวิญญาณบรรพกาล ความหมายอาจดูเป็นคำกลอนทั่วไป แต่วิธีการเปล่งเสียงกลับผิดแผกจากยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง สำเนียงของมันคล้ายคลึงกับบทสวดสันสกฤตโบราณ ทว่ากลับมีท่วงทำนองที่สั้น กระชับ และทุ้มต่ำจนสั่นสะเทือนไปถึงทรวงอก ต่อให้ระดับปรมาจารย์ด้านภาษาศาสตร์มายืนแนบหู ก็ไม่มีทางแกะรอยออกว่าชายหนุ่มกำลังสวดบ้าอะไรอยู่
ริมฝีปากขยับเปล่งมนตราต่อเนื่อง สองขาก้าวเหยียบย่าง สองมือร่ายรำวาดลวดลาย ท่วงท่าของเขาแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น บางจังหวะงุ่มง่ามราวกับปูเดิน บางจังหวะซวนเซคล้ายตาเฒ่าเข็นรถเข็น ทว่าบางจังหวะกลับพลิ้วไหวเฉียบขาดดุจยอดฝีมือชักกระบี่ทะลวงฟัน
นี่คือ… ระบำสื่อวิญญาณ
มนตราโดดๆ ไม่อาจสัมฤทธิ์ผล ระบำเปล่าๆ ก็เป็นแค่การเต้นแร้งเต้นกา
ทว่ายามนี้ ทุกถ้อยคำที่ลั่วหยางเค้นผ่านลำคอล้วนไปกระตุ้นพลังวิญญาณในร่างให้เกิดการสั่นพ้อง ทุกย่างก้าวที่ร่ายรำล้วนปลดปล่อยคลื