งสามที บุหรี่ก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว…ระหว่างสูบบุหรี่อยู่นี้ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาหัวแข็งจริงๆ ไม่มีทีท่าจะยอมรับผิดเลย
ซูอวิ๋นถอนหายใจอย่างจนใจ เคาะประตูห้องของลูกชายหลู่เจิ้งแล้วผลักประตูเดินเข้าไป
หน้าต่างห้องใหญ่มาก แต่ในห้องกลับอึมครึมนิดๆ ผ้าม่านปิดเอาไว้แน่นหนา เหลือเพียงรอยแยกหนึ่ง ห้องไม่ได้เปิดไฟไว้ เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้หมุน นอนหมอบพาดริมหน้าต่าง เหม่อมองสนามบาสที่ว่างเปล่าข้างนอก
“เสี่ยวเจิ้ง…” ซูอวิ๋นพูดเสียงเบา
เด็กหนุ่มหันหน้ากลับมา สีหน้าซีดขาวนิดๆ เขาไม่ตอบอะไร มีเพียงความเหงา ละอายในตัวเอง และเสียใจเล็กน้อย
เห็นหลู่เจิ้งเป็นแบบนี้ ซูอวิ๋นจึงเดินเข้าไปกอดหัวลูกชายเบาๆ พูดเสียงเบาว่า “เสี่ยวเจิ้ง ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง จากนี้ลูกไปเล่นบาสได้นะ บางทีลูกอาจจะเป็นดาราดังก็ได้”
“แต่ตอนนี้ผมยังเดินไม่ได้เลย” หลู่เจิ้งตอบเสียงเบา ในน้ำเสียงมีความไม่พอใจเสี้ยวหนึ่ง มีความโกรธและสิ้นหวังหลายส่วน
“ไม่หรอก หมอเคยบอกว่าขอแค่ลูกลองทำ สักวันหนึ่งจะเดินได้เอง ถึงขั้นวิ่งได้เหมือนเมื่อก่อน ถึงตอนนั้นลูกจะต้องเอาลูกยัดลงห่วงโชว์แม่นะ แม่อยากเห็นมากเลย” ซูอวิ๋นพูดด้วยเส