กเราพูดถึงอยู่ตอนนี้เรียกว่า ‘กลิ่นคาว’ คำว่าอาหารคาวในพุทธคัมภีร์ไม่อ่านว่า ‘ฮุน’ แต่อ่านว่า ‘ซวิน’ ซึ่งมีความหมายว่ารมควัน หมายถึงผักสดที่มีกลิ่นควัน ดังนั้นอาหารคาวคืออะไรก็ตามที่มีกลิ่นเหม็นของผักสด พรหมชาลสูตรกล่าวไว้อย่างละเอียดว่า ‘พุทธสาวกห้ามกินอาหารที่มีฤทธิ์เผ็ดฉุนห้าอย่าง กระเทียม หอม หอมปรัง ผักกุยไช่ มหาหิงคุ์ นี่คืออาหารที่มีฤทธิ์เผ็ดฉุนห้าอย่าง’ อาหารคาวก็คือผักห้าชนิดนี้ จำเอาไว้ อาหารรสเผ็ดฉุนห้าอย่างไม่ได้หมายถึงแค่ผักห้าชนิดนี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผักที่มีรสเผ็ดทั้งหมด ดังนั้นแล้ว แค่เป็นผักที่กระตุ้นความเผ็ดก็กินไม่ได้
คำว่าอาหารคาว (荤) เริ่มเขียนอักษรข้างบนจากคำว่าพืช (草) ไม่ได้เริ่มเขียนคำว่าเนื้อ(肉)จากด้านข้าง มันอธิบายความหมายดั้งเดิมในตัวคำว่าอาหารคาวแล้ว นั่นคือพืชไม่ใช่สัตว์ ดังนั้นนักบวชช่วงแรกถึงอนุญาตให้กินเนื้อได้ แต่ว่ามักจะมีข้อยกเว้น
เมื่อหนึ่งพันสี่ร้อยกว่าปีก่อน ถึงสมัยพระเจ้าเหลียงอู่เซียวเหยี่ยนแห่งราชวงศ์หนานก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
เดิมทีเซียวเหยี่ยนเป็นพุทธศาสนิกชน เขาเชื่อพุทธถึงขั้นไหน? พูดได้ว่าเขาคิดหาทุกวิถีทางเพื่อออกบวช ไม่ต้องการอะไรในใต้หล้า ไม่ต้องการนางสนมสวยงาม ขอแค่ออกบวช ไม่ว่าอย่างไรก็ได้ กระทั่งเรียกตัวเองว่า ‘ทาสพระรัตนตรัย’ และที่ยิ่งกว่านั้นคือเขามอบตัวให้กับวัดเพื่อเป็นนักบวชอย่างสงบ และก็เป็นวัดถงไท่ในตอนนั้น
ช่วยไม่ไ