ด้ สมัยนั้นคนที่ดูแลใต้หล้ามีเพียงจักรพรรดิ ไม่มีรองจักรพรรดิคอยจัดการข้าศึกยามจักรพรรดิสวดมนต์ เวลานั้นทั้งแคว้นปั่นป่วน เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างจนปัญญา ประชุมเล็กใหญ่กันนับครั้งไม่ถ้วน คิดไปคิดมา สุดท้ายคิดหาทางออกวิธีหนึ่ง นั่นคือไถ่ตัวจักรพรรดิ!
ฉะนั้นเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่จึงนำเงินส่งไปให้วัดถงไท่เพื่อไถ่จักรพรรดิเซียวเหยี่ยนคืนมา ทว่าจักรพรรดิท่านนี้เป็นดอกไม้งามน่าอัศจรรย์ เจ้าไถ่ตัวข้า? เช่นนั้นข้าจะสละตัวเองอีก! ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็เล่นกับเขาด้วย ถ้าท่านสละตัวเองข้าก็จะไถ่ตัวอีก! ถึงอย่างไรเงินก็เป็นของแคว้น!
เป็นอย่างนี้ไป เป็นการเอาเปรียบวัดถงไถ่ วัดถงไท่เห็นแบบนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไง! ตอนนี้จักรพรรดิเชื่อพุทธศาสนา ขืนยอมแลกตัวจักรพรรดิด้วย ถ้าเขาไม่พอใจที่เห็นแก่เงินของเขา ไม่แน่อาจจะประหารพวกเขาได้ ด้วยความจำใจเซียวเหยี่ยนเลยได้เป็นนักบวช ใครก็ทำอะไรไม่ได้
จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าเซียวเหยี่ยนมีความลุ่มหลงในพระธรรมขนาดไหน ต่อมาเขาได้อ่านจากในตำราว่าห้ามฆ่า เขาเลยตรึกตรอง การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แค่ห้ามฆ่าอย่างเดียวไม่ได้ ไม่มีการค้าขายก็ไม่มีการเข่นฆ่า ไม่มีคนกิน ใครจะฆ่า? ดังนั้นเขาจึงประกาศห้ามนักบวชในใต้หล้ากินเนื้อ ขณะเดียวกันก็ยกกฎนี้ขึ้นไปถึงบรรพบุรุษเทพเจ้าฟ้าดิน แต่ละองค์ต้องปฏิบัติตามแบบนักบวช พูดได้ว่าการเซ่นไหว้ฟ้าดิน เทพเจ้าและบรรพบุรุษนับจากนี้ไปจะไม่ใช่หัวหมูสามหัว