ายก็ยิ้มทั้งน้ำตา รู้สึกแปลกใจนิดๆ
ไม่นานหลิวฟางฟางลงมา จิ่งเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก กลั้นน้ำตาไว้ ขณะเดียวกันไม่รู้ว่าจะพูดกับหญิงชราหัวแข็งตรงหน้าอย่างไร พูดซะดิบดีว่าจะพาขึ้นเขา แต่กลับถูกบิดไม่ทำตามคำพูด…
ทว่าสุดท้ายกลายเป็นรอยยิ้มและจบลง
ขึ้นรถมา จิ่งเหยียนถาม “ป้าหลิวจะไปไหนคะ?”
“ไปท่าเรือ ป้าอยากไปดู” หลิวฟางฟางตอบเสียงต่ำ
จิ่งเหยียนได้ยินแบบนั้นหัวใจเต้นตึกๆ หรือว่าหลิวฟางฟางยังคิดไม่ได้? ยังจะไปทุกข์ระทมอีก?
ตลอดทางสองคนไม่ได้คุยกัน ถึงท่าเรือ จิ่งเหยียนพูด “ป้าหลิว ถึงแล้วค่ะ” เห็นท่าเรือเก่าที่ยังสมบูรณ์ จิ่งเหยียนลอบถอนหายใจโล่งอก
“ใช่ ถึงแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถอะ” หลิวฟางฟางโพร่งขึ้น
จิ่งเหยียนมึนงง “ไป? ไปไหนคะ?”
“ป้าอยากกลับบ้านเกิด หมู่บ้านต้าหลิว ไม่รู้ว่าต้นเบิรช์ขาวนั่นยังอยู่ไหม” หลิวฟางฟางพูด
จิ่งเหยียนตะลึงงันอีกรอบ ก่อนพูดยิ้มๆ “ป้าหลิว คือจะกลับบ้านเหรอคะ?”
“อืม คนที่รอกลับมาแล้ว ก็ต้องกลับสิ” หลิวฟางฟางยิ้มเอาหลังพิงเบาะนั่ง จากนั้นหรี่ตาลง
จิ่งเหยียนยิ้มแล้ว คิดในใจ ‘เขาไม่ทำให้ฉันผิดหวังจริงๆ เก่งมาก…’
จิ่งเหยียนไปแล้ว แต่ประชากรไม่น้อยตรงท่าเรือเก่าต่างทำหน้างง นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ตอนเช้าตรู่มีพวกเครื่องมือเช่นเครื่องขุดเจาะกองใหญ่มา ประกาศว่าจะรื้อท่าเรือเก่า แต่ส่งเสียงถึงกลางวันกลับหายไปกันหมด นี่กำลังฝึกซ้อมรื้อกันอยู่รึเปล่า?
หลายวันต่อมาเรื่องนี้แพร