่มีหวังแล้วล่ะ เอ็งรู้แล้วว่าเรื่องเป็นมายังไง เอาเถอะ รีบกินซะ” หงจินกล่าวจบก็หยิบตะเกียบมากินข้าว
อี้หังกินช้าๆ เพียงแต่ในดวงตาโตกลับมีประกายวาววูบวาบ…ต้นกกข้ามฟาก?
ฟางเจิ้งถือว่าข้าวมื้อนี้ใช้ได้ กินข้าวไปหลายคำ กินผักไม่น้อย ถึงจะเป็นอาหารเจ แต่อาหารเจของวัดเมฆาขาวก็ดีกว่าวัดเอกดรรชนีมาก!
ฟางเจิ้งทำกับข้าวไม่ค่อยเป็น ปกติวัดเอกดรรชนีจะต้มผักสดเป็นหม้อใหญ่ แต่วัดเมฆาขาวต่างไป ที่นี่ใช้วิธีการอบผัดต้มทอดทุกวิธี ถึงจะเป็นผักสด ก็ยังทำออกมาอย่างพิถีพิถันมาก รสชาติมีความเปรี้ยวหวานเผ็ดครบ
สำหรับคนอื่นๆ บางทีอาจจะถูกปาก แต่สำหรับฟางเจิ้งที่กินข้าวทุกวันและตุ๋นมั่วๆ แล้ว นี่คือลาภปาก กินอย่างสุขสบายยิ่ง มีอย่างเดียวที่น่าเสียดายคือข้าวเทียบไม่ได้กับข้าวผลึกเลย แต่ยังไงก็ต้องทน
กินข้าวมื้อหนึ่งเสร็จ ทุกคนแยกย้าย นักบวชวัดเมฆาขาวต่างจัดที่พักให้ทุกคน
ฟางเจิ้งมองห้องที่มีหน้าต่างสว่างไสวพลางนึกถึงสภาพแวดล้อมวัดเอกดรรชนี อดปลงอนิจจังไม่ได้ ‘สมกับเป็นวัดเมฆาขาว มีฐานะดีจังเลยนะ’
ฟางเจิ้งขึ้นเตียง หนุนหมอนนอนหลับ หนึ่งคืนผ่านไปเงียบๆ
วันที่สองนักบวชทุกรูปซ้อมพิธีสวมมนต์ต้อนรับใบไม้ผลิกันง่ายๆ ครู่หนึ่ง ฟางเจิ้งทำตามขั้นตอนทั้งหมด ควรนั่งตรงไหนก็นั่งตรงนั้น ควรสวดมนต์ก็สวด ถือว่าง่าย
ตอนนี้เองหลวงจีนรูปหนึ่งวิ่งเข้ามา “อมิตาพุทธ เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง ท่านมีรูปภาพวัดเอกดรรชนีไหม?”
“เอ่อ จะเอารูปไ