งใช้เหตุผล เขาพลันรู้สึกสมดุลดี
เขากลับเข้าห้องไปนั่งสมาธิต่อ ถึงกลางดึกเขาหิว ค้นห่อของหยิบข้าวผลึกปั้นมากิน จากนั้น…
“ข้าวปั้นฉันล่ะ?!” ฟางเจิ้งมองห่อของว่างเปล่าด้วยความโกรธจนแทบด่าแม่ ดีที่วางตัวเป็นพระอาจารย์มานานเลยอดกลั้นไว้ ทว่าก็ยังโวยวายเสียงดังในใจ ‘ไอ้สารเลวนั่นชั่วขนาดนี้ ข้าวปั้นไม่กี่ก้อนยังขโมย? แล้วขโมยของไปรึเปล่าเนี่ย? ไม่รู้จักขโมยของคนรวยๆ รึไง? เป็นโจรก็ควรมีคุณธรรมบ้างนะรู้ไหม?’
จ๊อก…
ท้องร้องดังสนั่น ฟางเจิ้งลูบหนังท้องก่อนเปิดประตูห้อง คิดอยู่ว่าจะไปหาของกินดีไหม?
ตอนนี้เองมีเสียงดังมาจากบนต้นไม้
ฟางเจิ้งเงยหน้ามองก็เห็นเงานั่งยองบนต้นไม้ กำลังแยกเขี้ยวให้เขา พอเพ่งมองดีๆ นั่นมันลิงขนยาวสีขาว!
พอเห็นลิงก็นึกไปถึงเรื่องเมื่อกลางวัน ก่อนตบเข้าที่หน้าผาก “ลิง นายขโมยข้าวปั้นฉันไปใช่ไหม?”
เจี๊ยก! ลิงตกใจสะดุ้ง มองฟางเจิ้งแปลกๆ จากนั้นชี้ฟางเจิ้งด้วยอาการงกๆ เงิ่นๆ “นายพูดได้เหรอ?”
ฟางเจิ้งหน้ามืดทะมึน ทำไมสัตว์ที่ได้ยินเขาพูดแล้วต้องพูดประชดแบบนี้ตลอด? ลืมไปเลยว่าถ้ามีสัตว์ตัวหนึ่งพูดได้ เดาว่าทุกคนก็คงจะพูดประชดแบบนี้…
ฟางเจิ้งตอบ “อาตมาต้องพูดได้อยู่แล้ว อย่าพูดไร้สาระ ข้าวปั้นของอาตมาล่ะ?”
“ขอข้าวปั้นก้อนหนึ่งแล้วจะบอก” ลิงเกาก้น มองฟางเจิ้งอย่างไม่แยแส ทว่าตอนที่มองห้องฟางเจิ้งแววตากลับลุกโชน
ฟางเจิ้งไม่ต้องถาม เขาอยู่กับสัตว์มานานขนาดนี้ เจ้านี่ที่ยังใสซื่