บอกว่าไม่ให้ก็ไม่ให้ กฎเป็นกฎ พวกเธอขึ้นเขาไปก็ไม่มีประโยชน์” หวังโอ้วกุ้ยบอก
เฉินจินยิ้มแห้ง “ผมรู้ แต่ก็ต้องให้ซูหงกลับมานี่ครับ?”
พูดจบเฉินจินก็ตามไป
ตอนนี้เองฟางเจิ้งกำลังทำความสะอาดวัด จากนั้นเดินเตร่บนเขา เขาก็ควรจะตรึกตรองปัญหาของวัดได้แล้ว แม้วัดเอกดรรชนีจะสูงชัน แต่พื้นที่บนยอดเขาไม่น้อย ใหญ่แค่ไหนฟางเจิ้งไม่ได้วัด แต่ที่นี่ก็ใหญ่จริงๆ! ครึ่งหน้าวัดเอกดรรชนีเป็นพื้นราบแผ่ออก ที่นี่มีแค่หญ้ารกครึ้ม ต้นไม้เล็กๆ กับวัด
ข้างหลังเป็นยอดเขานูนขึ้นเหมือนกับหนึ่งนิ้วคน ตรงนั้นเป็นต้นไม่สูงป่ารก ต้นสนตั้งตระหง่านราวกับกระบอกปืนยาว ตอนนี้หิมะตกจึงเป็นผืนขาว ทว่ากลางป่ากลับเป็นสีดำ ตรงนั้นนอกจากฟางเจิ้งใช้ตัดฟืนแล้ว เวลาปกติจะไม่ไป
ฟางเจิ้งมองพื้นที่นี้พลางลูบคาง “ไม่รู้ว่าวัดเมฆาขาวใหญ่แค่ไหน สร้างวัดใหญ่บนยอดเขานี่ไม่น่ามีปัญหา…อืม ขาดแค่เงิน แค่มีเงิน ฉันอดข้าวได้ ทุกอย่างไม่ใช่ปัญหา เรามีเงินไม่น้อยแต่ก็ยังไม่พอจ่าย…”
ฟางเจิ้งส่ายหน้า พาหมาป่าเดียวดายกับกระรอกเดินวนรอบหนึ่งแล้วกลับวัด
แต่เห็นมีคนหนึ่งรออยู่ตรงประตู พอเดินเข้าไปแล้ว ฟางเจิ้งยิ้ม “อมิตพุทธ โยมสองท่าน ทำไมถึงนั่งอยู่หน้าประตู? จะจุดธูปไหว้พระก็เชิญที่อุโบสถ…”
“ฟางเจิ้งแกกลับมาแล้ว อาถามหน่อยว่ายังมีโจ๊กอีกไหม?” ซูหงเห็นฟางเจิ้งในแวบแรกก็คึกคักขึ้นมา ไม่สนเฉินจินที่ฉุดดึง แต่รีบถาม
ฟางเจิ้งงุนงง มองซูหง ก่อนมองเฉินจ