นจิ้งเห็นว่าในที่สุดพั่งจื่อก็ลุกขึ้น จึงอ้าปากร้องไห้! วันนี้เขาขายหน้าผู้หญิง ขายหน้าต่อหน้าหญิงงามของตน เขาเสียใจ…แต่ว่าเฉินจิ้งเพิ่งจะอ้าปากร้องไห้
เพียะ!
พั่งจื่อก็พลิกมือตบปากก่อนด่าทอ “หุบปาก! พุทธศาสนาเป็นแดนอันเงียบสงบ ถ้าร้องอีกทีฉันจะลากแกไปต่อยหลังเขา!”
เฉินจิ้งคับแค้นใจราวกับสาวใช้ถูกกระทำ น้ำตาคลอ อดกลั้นเอาไว้ สะอื้นแต่ไม่กล้าออกเสียง
“ยังร้องอีกเหรอ?” พั่งจื่อถลึงตามอง
เฉินจิ้งตอบกลับด้วยความขมขื่น “ฉันถูกแกต่อยจนเป็นแบบนี้แล้วไม่ร้องไห้จะให้หัวเราะรึไง?”
“ใช่! มาวัดเช้าตรู่แบบนี้จะร้องไห้ทำไม? หัวเราะ! หัวเราะสิ! หัวเราะเดี๋ยวนี้!” พั่งจื่อหัวเราะ ขณะเดียวกันยังรูดแขนเสื้ออีกข้างขึ้น
เมื่อครู่พั่งจื่อรูดแขนเสื้อก็ทุบตีเฉินจิ้งไปยกหนึ่ง ตอนนี้รูดอีกข้าง เฉินจิ้งตกใจจนรีบเค้นรอยยิ้ม
“รอยยิ้มแกนี่มันน่าเกลียดกว่าร้องไห้อีก ฉันไม่เปลี่ยนใจหรอกนะ! หัวเราะให้มันดีๆ…” พั่งจื่อกล่าว
โหวจื่อเห็นฟางเจิ้งขมวดคิ้วก็รีบเข้าไปดึงพั่งจื่อ “พอแล้วๆ แค่นี้ก็พอแล้ว”
พั่งจื่อถึงละสายตากลับ จากนั้นเดินมาอยู่ตรงหน้าฟางเจิ้งอย่างเชื่อฟัง “ไต้ซือ ท่านดูสิ ผมเหนื่อยมากเลย ปากแห้งไปหมดแล้ว ให้ผมดื่มน้ำได้ไหมครับ?”
“กฏเดิม ตักน้ำก็มีน้ำ ไม่ตักก็ไม่มี” ฟางเจิ้งตอบ
พั่งจื่อเลยรีบดึงโหวจื่อไปด้านหลังลาน
เห็นดังนั้น จิ่งเหยียน ไชฟาง เสี่ยวหลัว เฉินจิ้ง และเหล่าเหมียวต่างมีสีหน้ามึนงง ไม่เข้าใจว