อมต้องนึกถึงตระกูลก่อนอยู่แล้ว การยกระดับพลังยุทธ์ในภาพรวมนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง จึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของซือหม่าโยวเย่ว์
เธอให้คนที่มาก่อนนำทาง คนทั้งกลุ่มกระจายกำลังกันไปกวาดต้อนสัตว์อสูรเทพ
คนเหล่านั้นได้ฟังแล้วพากันตัวสั่นสะท้านด้วยความตกใจกลัว แต่เห็นพวกซือหม่าโยวหยางเรียกสัตว์อสูรเทพของตนออกมา พวกเขาก็วางใจลงแล้วนำทางพวกเขาเข้าสู่ภูเขาไปเสาะหาสัตว์อสูรเทพ
สัตว์อสูรเทพห้าหกตัวกำลังบำเพ็ญอยู่ที่ริมทะเลสาบ พอเห็นว่ามีคนมา ในขณะที่กำลังจะขู่ตะคอกพวกมนุษย์กลับถูกฝูงสัตว์อสูรเทพโอบล้อมเสียแล้ว
“พวกเจ้าจะยอมสวามิภักดิ์เอง หรือว่าจะให้พวกเราลงมือจนพวกเจ้ายอมสวามิภักดิ์ดี” คนหนุ่มที่นำทางมาหยิ่งผยองเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้ามันเป็นตัวอะไรกัน กล้าพูดจากับพวกเราเช่นนี้ด้วยหรือ!” สัตว์อสูรเทพที่นำขบวนเอ่ยด้วยเสียงเยียบเย็น
“ลูกพี่ พวกนั้นดูเหมือนฝูงนกยักษ์บนทุ่งหญ้าเลย” สัตว์อสูรเทพด้านหลังตัวหนึ่งพูดขึ้น
“เป็นพวกมันจริงๆ ด้วย แล้วพวกมันมาอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างไรกัน”
“ข้าก็อยู่กับเจ้าที่นี่ แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า”
“ดูเหมือนพวกเขาจะถูกมนุษย์ทำพันธสัญญาแล้วน่ะสิ”
“ใช่จริงด้วย! เช่นนั้นพวกมันจะช่วยมนุษย์จัดการพวกเราอย่างนั้นหรือ”
“จะให้เวลาพวกเจ้าไตร่ตรองหนึ่งก้านธูปว่าจะยอมสวามิภักดิ์เอง หรือจะยอมโดนทำร้ายจนต้องสวามิภักดิ์” คนหนุ่มที่นำทางมาพูดขึ้นอีกครั้ง
สวามิภักดิ์ต่อมน