ย่ว์วางตัวไป๋อวิ๋นฉีลงบนกำแพงเมืองแล้วพูดว่า “ความหุนหันพลันแล่นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาหรอกนะ”
สัตว์อสูรเหนือเทพมิได้คิดถึงว่าจะมีคนขยับเขยื้อนได้ภายใต้แรงกดดันของตน จึงเบนสายตากลับมาบนร่างของเธออีกครั้ง
“เจ้าละเลยจากแรงกดดันของข้าได้ด้วยหรือ” สัตว์อสูรเหนือเทพมิได้โมโห แต่กลับเกิดความสนใจใคร่รู้ในตัวเธอขึ้นมามากกว่า
ซือหม่าโยวเย่ว์มองสัตว์อสูรเหนือเทพด้วยสายตาปราศจากความหวั่นกลัว เธอยิ้มน้อยๆ พลางพูดว่า “เมื่อครู่พวกเราได้ประจักษ์ถึงพลังยุทธ์ของท่านด้วยสายตาตนเองแล้ว ตอนนี้ท่านไม่จำเป็นต้องต้องใช้แรงกดดันมาควบคุมทุกคนอีกแล้วล่ะ ข้าว่าอยู่ต่อหน้าท่าน คงไม่มีใครคิดทำอะไรวู่วาม”
“เจ้ายังมิได้ตอบคำถามของข้าเลยนะ” สัตว์อสูรเหนือเทพมองซือหม่าโยวเย่ว์พลางพูดขึ้น
“ข้าเคยเห็นแรงกดดันที่น่าหวั่นเกรงมากกว่านี้มาแล้ว นับว่าเป็นภูมิคุ้มกันก็ได้” ซือหม่าโยวเย่ว์ยักไหล่ “มิทราบว่าคำตอบเช่นนี้ใช้ได้หรือไม่”
สัตว์อสูรเหนือเทพจ้องมองซือหม่าโยวเย่ว์อยู่หลายวินาที ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดมนุษย์ตัวเล็กๆ ผู้นี้จึงทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายชนิดหนึ่งขึ้นมาเสียได้
แต่เขาก็ยังยับยั้งแรงกดดันของตนเอาไว้ ถึงอย่างไรตนทำเช่นนี้ สัตว์อสูรวิเศษเบื้องล่างก็ยังถูกกดดันเสียจนมิอาจหายใจได้อยู่ดี
เมื่อรู้สึกว่าแรงกดทับบนร่างกายสลายหายไป ทุกคนจึงได้สูดอากาศบริสุทธิ์อีกครั้ง
“พวกเราไม่ทราบจริงๆ ว่าเรื่องใดที่ทำให้ท่านโกรธเคือง สำ