ดจึงตะคอกเสียงดัง
เสียงของเธอดึงดูดความสนใจของคนทั่วทั้งตำหนักใหญ่ เมื่อนึกถึงว่าคืนนี้เธอพยายามทำให้ซือหม่าโยวเย่ว์อับอายที่ตำหนักใหญ่ แต่ละคนจึงพากันคาดเดาว่าทั้งสองเกิดความขัดแย้งกันขึ้นมาอีกครั้ง
เจ้าอ้วนชวีมองซือหม่าโยวเย่ว์ด้วยสีหน้าลำบากใจพลางพูดว่า “โยวเย่ว์ เช่นนั้นเจ้าก็ให้นางฟังไปเสียเถิด เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ผู้อื่นคิดว่าเจ้าไปทำอะไรนาง พอถึงเวลานั้นหากสมาคมนักหลอมยาตรวจสอบขึ้นมา เจ้าก็จะลำบากเปล่าๆ นะ”
เมื่อได้ยินเจ้าอ้วนชวีพูดเช่นนี้ทุกคนจึงยิ่งคาดเดากันไปใหญ่ว่าซือหม่าโยวเย่ว์ได้ทำอะไรลงไปเพื่อแก้แค้นสือมั่วลี่หรือไม่
ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูผู้คนรอบๆ ปราดหนึ่ง สายตาของทุกคนล้วนแฝงไปด้วยความคิดต่างๆ นานา เธอถอนหายใจแล้วพูดว่า “นี่เจ้าอยากให้ข้าพูดเองนะ ถึงเวลานั้นเจ้าก็อย่ามาตำหนิข้าแล้วกัน”
“เฮอะ เมื่อครู่เจ้าพูดให้ร้ายอะไรมู่หรงนะ” สือมั่วลี่พูด
“ข้าก็แค่เห็นเขาพะเน้าพะนออยู่กับผู้อื่นเท่านั้นเอง” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เป็นนักหลอมยาเหมือนกัน ข้าจึงขอเตือนเจ้าสักประโยคหนึ่ง มู่หรงอานผู้นี้มิได้จริงใจต่อเจ้า เจ้าเลิกกับเขาให้เร็วหน่อยจะดีกว่า”
“ซือหม่าโยวเย่ว์ เจ้ากำลังพูดเหลวไหลอันใดกัน!” มู่หรงอานคิดไม่ถึงว่าตนจะถูกลากไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยจึงเดินเข้ามาตะคอกใส่
ซือหม่าโยวเย่ว์ยักไหล่พลางพูดว่า “ข้าพูดจาเหลวไหลหรือไม่ เจ้านั่นแหละที่รู้ดีที่สุด”
สือมั่วลี่มองคนทั้งสอ