ักรพรรดินีและคนตระกูลเซวียตายไปจนสิ้น มิฉะนั้น ด้วยนิสัยอาฆาตแค้นของจักรพรรดินี นางจะปล่อยสกุลโม่ไปได้อย่างไร?”“เป็นเช่นนั้นจริง ดังนั้นการที่ข้ามาเมืองหลวงครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการก าจัดจักรพรรดินีและตระกูลเซวียให้สิ้นซาก”โม่จิ่วเยี่ยพูดด้วยน ้าเสียงราบเรียบ ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่มีความส าคัญอะไรส าหรับเขาเลย
อย่างไรก็ตาม ในใจของเสนาบดีเฮ่อตอนนี้กลับเป็นดั่งคลื่นลมปั่นป่วนจักรพรรดินีและตระกูลเซวียคงเตรียมการไว้อย่างรอบคอบแล้วถึงสามารถท าเรื่องเช่นนี้ได้ไม่ต้องพูดถึงว่าในราชส านักจะมีอันตรายหรือไม่ อย่างน้อยรอบตัวคนส าคัญเหล่านี้ก็ต้องมีองครักษ์ลับนับไม่ถ้วนคอยคุ้มกันอยู่แม้โม่จิ่วเยี่ยจะมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใดก็ยังสู้คนมากมือไม่ได้“จิ่วเยี่ย ข้ารู้ความสามารถของเจ้าดี แต่เจ้าก็เป็นเพียงคนคนหนึ่ง เรื่องนี้ข้ายังหวังว่าเจ้าจะพิจารณาให้รอบคอบ”พูดจบเขาก็มองไปทางเฮ่อจือหร่าน และยิ่งคาดเดาความคิดของบุตรสาวไม่ออกเมื่อครั้งที่ให้นางแต่งกับโม่จิ่วเยี่ย นางไม่ยินยอมเด็ดขาด เหตุผลเพราะนางไม่อยากเป็นม่ายเหมือนกับสตรีในสกุลโม่คนอื่นแต่การกระท าของโม่จิ่วเยี่ยในตอนนี้ ช่างเหมือนกับคนที่ไม่คิดจะรักษาชีวิตเอาไว้เลย หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมา หร่านหร่านก็จะกลายเป็นหญิงม่ายแน่นางรังเกียจการเป็นม่ายถึงเพียงนั้น แล้วเหตุใดในยามนี้จึงไม่ห้ามปรามโม่จิ่วเยี่ยเล่า?
เฮ่อจือหร่านไม่รู้ความคิดในใจของบิดา นางคิดว่า