กล้าตั้งราคาสูงมาก ถึงอย่างไรก็เป็นการค้าปลีก ลูกค้าไม่อยากซื้อเนื้อที่แพงมากกลับไปกินหรอก
จางซิ่วเอ๋อจึงตั้งราคาไว้ที่ 12 เหรียญต่อชั่ง
พอทุกคนได้ยินว่าเป็นเนื้อหมูป่าและไม่ได้แพงกว่าเนื้อหมูปกติเท่าใด ก็มีคนเข้ามาซื้อไม่น้อย จางซิ่วเอ๋อจึงขายเนื้อออกไปไวมาก ระหว่างนี้ก็มีคนมาถามราคาเรื่อย ๆ คนที่คิดว่าราคาเหมาะสมจะซื้อไปด้วยชิ้นสองชิ้น
ถึงแต่ละคนจะซื้อกันไม่เยอะ แต่พอจางซิ่วเอ๋อขายออกไปทีละน้อยก็ถือว่ามากเหมือนกัน
ส่วนชายหนุ่มข้าง ๆ ที่ขายอาหารป่าจำพวกกระต่ายดูซบเซากว่ามาก ตอนจางซิ่วเอ๋อยังไม่มาเขาขายกระต่ายออกไปได้ 2 ตัว
แต่พอจางซิ่วเอ๋อมาก็ไม่มีใครมาสอบถามขอซื้อกระต่ายกับเขาอีก
ใครใช้ให้จางซิ่วเอ๋อขายเนื้อล้วน แต่กระต่ายนั่นยังมีหนังมีขนล่ะ กลับไปต้องทำความสะอาดอีก แถมมีกระดูกด้วย คิดอย่างไรก็ไม่คุ้มเท่าเนื้อหมูป่า
และมีคนมาขายกระต่ายป่าอยู่บ่อย ๆ แต่เนื้อหมูป่านี่ไม่เหมือนกัน
ถึงอย่างไรก็ใช่ว่าใคร ๆ ก็มีปัญญาล่าหมูป่าได้
“ได้เลยเจ้าค่ะ! เดี๋ยวข้าเอาเชือกคล้องให้นะเจ้าคะ!” ขณะนั้นจางซิ่วเอ๋อกำลังรับลูกค้าซื้อเนื้ออยู่
รอจนลูกค้าผู้นั้นไปแล้ว แววตาจางซิ่วเอ๋อเริ่มฉายแววเคือง “ข้าทนเจ้ามานานมากแล้ว! เจ้ามองอะไร? ไม่เคยเห็นสตรีงามรึไง?”
เถี่ยเสวียนได้ฟังแทบหัวเราะออกมา เขาพินิจพิเคราะห์หุ่นผอมแห้ง หน้าคล้ำไร้สีเลือด รวมถึงผมแห้งกรังดุจหญ้าแห้งของจางซิ่วเอ๋อ สตรีงาม? กล้าพูดได้อย่า