อเพียงเขาไม่โชว์หน้า เฝ่ยไป๋ลู่ก็จะไม่เห็นอะไร ใช่ไหม…ล่ะ?
พานปินปินมองดวงตาสีขาวดำที่ชัดเจนแล้วเติมคำว่า ‘ล่ะ’ อย่างลังเล
ภายใต้สายตาเช่นนี้ มันทำให้เขารู้สึกว่าเก็บซ่อนความคิดทั้งหมดของตัวเองเอาไว้ไม่ได้
“เจ้าหนู หยุดก่อเรื่องได้แล้ว” เฝ่ยไป๋ลู่พูดกับ ‘เด็กเหลือขอ’ ที่เจอกันทางอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก “เช็ดแป้งบนหน้าของนายด้วย”
ใครว่ามีแค่เด็กที่โวยวายเสียงดัง สร้างเรื่องวุ่นวายถึงจะเป็นเด็กเหลือขอ
ดังสุภาษิตว่าไว้ ถ้าเด็กเงียบสงบ จะต้องเป็นสัตว์ประหลาดแน่ ๆ
พานปินปินเหมือนจะว่านอนสอนง่าย ไม่มีปากมีเสียง เขาต้องโดนก่อกวนเท่านั้นถึงจะลุกขึ้นมาร้ายกาจ
“หมายความว่ายังไง?” พานซิ่งเย่สับสน ครั้นก็เห็นพานปินปินเลิกผ้าห่มออกแล้วพยายามย่องออกไปเงียบ ๆ เขาจ้องมอง คว้าคอลูกชายไว้ด้วยฝ่ามือใหญ่ของเขา
เมื่อใช้มือเช็ดหน้าพานปินปิน ปลายนิ้วก็มีชั้นผงแป้งสีขาวละเอียดติดอยู่…
แป้งฝุ่น?
พานปินปินเหมือนปลาเค็ม*[1] ที่ถูกโชคชะตารัดคอ เขาถูกพานซิ่งเย่พาไปล้างหน้า
เมื่อเห็นว่าหน้าขาวอันสะพรึงกลัวของลูกชายเปลี่ยนเป็นสีเนื้อตามปกติ พานซิ่งเย่ก็ถอนใจโล่งอก ก่อนจะตามมาด้วยความเดือดดาลที่ปะทุขึ้น เขาดึงตัวลุกชายมาทุบตี “ทาแป้งบนหน้าเพื่อปลอมเป็นผีทำไมฮะ? อยากให้พ่อตกใจตายเป็นผีเหรอ?”
[เจ๋งเป้ง ปกติแล้วฉันไม่เห็นด้วยกับการที่พ่อแม่ทุบตีลูกนะ แต่ถ้าเด็กรนหาที่เอง พวกเราก็ไม่ห้ามหรอก]
พานปินปินถูกตีจนร้องเสี