ศักยภาพเลี้ยงดูนางไปได้ทั้งชีวิต การมีบุตรเพิ่มขึ้นอีกคนก็มิใช่ปัญหาอันใดส่วนสายตาคนภายนอกจะคิดเห็นเช่นไร เฝิงฮูหยินหาได้ใส่ใจ นางปฏิบัติธรรมกินเจมาชั่วชีวิต ได้ปล่อยวางสิ่งต่างๆ เพียงบุตรสาวมีความสุข นางก็เป็นสุขแล้ว จะสมรสหรือไม่สมรสก็มิใช่เรื่องสำคัญ เซี่ยจื่อม่อจึงต้องเผชิญความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จวนต้วนครั้นหลินถิงได้ยินข่าวนี้ นางถึงกับรู้สึกโล่งอกทั้งกายใจ ความอยากอาหารกลับมาเป็นทวีคูณ ถึงกับกินข้าวได้เพิ่มอีกสองชามเต็มๆระหว่างมื้ออาหาร สายตาของหลินถิงก็มักเลื่อนไปมองต้วนหลิงซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามเสมอ ตั้งแต่วันที่เมืองหลวงแตกมาก็ผ่านไปหลายวันแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศชัดเจนว่าใครจะขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ นางใคร่รู้เหลือเกินว่าผู้ใดจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ เพียงแต่ก็ไม่คิดจะไปถามเซี่ยจื่อม่อต้วนหลิงคีบสะโพกไก่วางลงในชามของหลินถิงด้วยท่าทางใจเย็น ราวกับอ่านใจนางออก พลางเอ่ยถามขึ้นก่อน“เจ้ามีสิ่งใดใคร่ถามหรือไม่?”หลินถิงกัดกินสะโพกไก่หมดไปอย่างรวดเร็ว ตามด้วยข้าวอีกหนึ่งคำ ก่อนถามออกมาอย่างตรงไปตรงมา “แล้วผู้ใดจะขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่?”“แล้วเจ้าอยากให้เป็นผู้ใดเล่า?”นางยักไหล่ หยิบผ้าเช็ดมือเช็ดคราบมันออกจากนิ้ว “เรื่องนี้หาใช่ข้าตัดสินได้ ข้าอยากให้ผู้ใดเป็นก็เปล่าประโยชน์”ต้วนหลิงวางตะเกียบและถ้วยลง สบตานางตรงๆ “แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าอยากรู้ว่าในใจเจ้าอยากให้ผู้ใดได้เป็นหรือ