้าที่คลุมกองผ้าไว้ เผยให้เห็นลวดลายงดงามตา แล้วเอ่ยถามขึ้นเบาๆ“ดูๆ แล้วก็ไม่เลว… เดือนหนึ่งเจ้าทำเงินได้สักเท่าใด?”หลินถิงตอบอย่างไม่คิดมาก “ไม่ขาดทุนก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา “เถ้าแก่เนี้ย ข้าคิดจะซื้อผ้าสักสองสามพับ”“ขออภัย วันนี้เรามิได้เปิดทำการ…” หลินถิงเอ่ยปฏิเสธไปพลาง แต่เมื่อหันไปเห็นผู้มาเยือนก็ชะงัก “ท่านผู้ตรวจการ… เหตุใดจึงมาที่นี่เจ้าคะ?”ต้าเสวี่ยหนีเดินก้าวข้ามธรณีเข้ามา ดวงตากวาดมองทั่วร้านพลางหัวเราะหยัน “เมื่อครู่นี้ข้าไม่บอกแล้วหรือ ว่าข้าจะซื้อผ้าสักสองสามพับ”หลินถิงเหลือบตามองต้วนหลิงแวบหนึ่ง แล้วรีบเอ่ย “ข้าผิดเองเจ้าค่ะ ท่านอยากได้ผ้าผืนไหน โปรดชี้เถิด”สายตาของต้าเสวี่ยหนีเลื่อนไปยังหลี่จิงชิวที่ยืนอยู่ข้างนาง แต่หาได้แสดงท่าทางกระแนะกระแหนดังเช่นเคยเพียงเอ่ยเรียบๆ ว่า “ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกวันนี้มิได้ทำการหรือ?”“ท่านไม่เหมือนผู้อื่น วันนี้ข้าอยากค้าขายกับท่านเจ้าค่ะ” หลินถิงตอบอย่างจริงใจ นางยังจำได้ดีว่าในวันที่ตนสิ้นชีพใต้ต้นไม้ใหญ่ เคยเห็นผ้าแพรเส้นหนึ่งที่เขียนข้อความอธิษฐานว่า “ขอให้หลินถิงผู้นี้ปลอดภัยไร้โรคภัย ขอให้มารดาของนางร่มเย็นเป็นสุข” ซึ่งนางเดาว่าเป็นฝีมือต้าเสวี่ยหนีต่อมาเมื่อเห็นเขามาร่วมงานศพของตน ความแน่ใจก็ยิ่งเพิ่มพูน เพียงแต่ไม่อาจเข้าใจได้ว่า ผ้าแพรนั้นเขาสอดเข้ามาในจวนต้วนได้อย่างไร นางยังเคยแอบสงสัย ว่าเขาคงยืนอยู่หลัง