ามหวงแหน เพ่งมองอยู่ครู่หนึ่งเขายกคิ้วถาม “กลัวว่าข้าจะเอาไปเปลี่ยนหรือ?”“มิใช่หรอก ท่านไม่ใช่คนขัดสนถึงกับเอาไปเปลี่ยนเป็นของปลอมหรอก เพียงแต่ข้าแทบไม่เคยแยกจากมันนานถึงเพียงนี้ เลยอยากมองให้มากหน่อยก็เท่านั้น” หลินถิงพูดจบจึงเก็บจี้ไว้ในเสื้อ “ไปเถิด เราออกไปกัน”เมื่อไปถึงเรือนของเฝิงฮูหยิน ก็พบกับท่านต้วนผู้เฒ่าพอดี เขาเพิ่งกลับมาจากข้างนอก สีหน้าเคร่งเครียดนัก เห็นทั้งสองเพียงพยักหน้ารับ ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด แล้วเดินตรงไปยังห้องหนังสือของตนหลินถิงเหลือบมองแผ่นหลังของเขา ถามต้วนหลิงเสียงเบา “ท่านว่าเหตุใดเมื่อคืนฮ่องเต้จึงมีรับสั่งเรียกเขาเข้าเฝ้า?” นางมิได้เอ่ยเรียกบุรุษนั้นว่าบิดาอีกต่อไป หากแต่ใช้เพียงคำว่า “เขา”ต้วนหลิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ “คงเป็นเรื่องที่โหวเซ่ออันคิดก่อการกบฏกระมัง”หากเป็นเพียงเรื่องนั้นก็ดีไป แต่หลินถิงกลับหวั่นใจว่าจะถูกฮ่องเต้สุนัขนำเรื่องที่ต้วนหลิงเป็นยาเหรินออกมาใช้เป็นข้ออ้าง“แล้วท่านจะกลับไปว่าราชการที่กองพิทักษ์เหนือเมื่อใด?” นางเอ่ยเสียงเบา เพราะเมื่อนางมิได้ตายแล้ว ต้วนหลิงก็ไม่จำเป็นต้องไว้ทุกข์อีกต่อไป ฮ่องเต้ย่อมจะมีรับสั่งให้เขากลับไปปฏิบัติหน้าที่ในเร็ววันต้วนหลิงเพียงเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “อีกสองสามวันค่อยกลับไป”หลินถิงจึงมิได้ซักไซ้อีก ดึงมือเขาเดินตรงไปยังเรือนของเฝิงฮูหยินเฝิงฮูหยินคาดการณ์ไว้แล้วว่าวันนี้ทั้งคู่จะมาขอคารวะ นางให้เตรียมสำรับเช้