าไว้เรียบร้อย ทว่าในใจยังไม่วายกังวล จะว่าไปก็มิแปลก หลังเคยถูกงูฉกเพียงคราเดียว ต่อให้ผ่านไปนานสิบปี แม้เชือกที่พาดอยู่ข้างบ่อน้ำ ก็ยังทำให้ผู้คนสะท้านใจเฝิงฮูหยินถามอย่างนุ่มนวล “เมื่อคืนเจ้าหลับได้ดีหรือไม่?”หลินถิงย่อมรู้ดีว่านางกำลังถามอ้อมๆ ถึงสุขภาพของตน “เมื่อคืนข้านอนหลับสบายเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”เฟิงฮูหยินมิได้เอ่ยถามถึงเรื่องมีดสั้นที่เคยอยู่ในโลงเมื่อวาน ราวกับมิได้รับรู้สิ่งใดมาก่อนแม้หลินถิงจะบอกว่าจะไปปล่อยว่าวยามบ่าย แต่เพราะต้องออกนอกเมืองจึงต้องออกเดินทางแต่เที่ยง วันนั้นนางจึงขึ้นรถมุ่งตรงไปยังประตูเมืองถนนหนทางในเมืองหลวงมิได้คึกคักเช่นวันวาน ราษฎร์จำนวนไม่น้อยต่างเต็มไปด้วยความกังวลต่อศึกสงครามหลินถิงยกม่านรถขึ้นทอดมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางม่านลง ซุกมือเข้าไปใต้ผ้าห่ม แล้ววางเท้าแผ่วเบาลงบนตักของต้วนหลิง หลับตาลงพักสายตาไม่นานนักนางรู้สึกถึงเงาบางอย่างทอดลงมาบนใบหน้า มิใช่สัมผัสถึงเนื้อหนัง แต่หยุดนิ่งเพียงเหนือปลายจมูกราวกับกำลังตรวจสอบลมหายใจหลินถิงลืมตาขึ้น กลับไม่เห็นสิ่งใด เงานั้นคล้ายเพียงภาพลวงตา นางหันไปมองต้วนหลิง มือซ้ายของเขาวางแนบอยู่ข้างลำตัว มือขวากลับถือกาน้ำชาอยู่ เห็นนางมองมาก็แย้มรอยยิ้มอ่อนโยน“อากาศหนาวนัก จะดื่มชาสักถ้วยให้กายอุ่นหรือไม่”กลิ่นหอมจางๆ ของชาอบอวลเข้าจมูก หลินถิงนั่งตัวตรง รับถ้วยชาที่เขายื่นมา ลองจิบเบาๆ รสชาติอ่อนละมุนนางเ