คยดื่มชาของผู้คนมานับไม่ถ้วน แต่กลับรู้สึกว่าชาที่เขาชงนั้นเหมาะลิ้นที่สุดต้วนหลิงก้มลงเก็บกระถางไฟที่หล่นอยู่บนเบาะ วางไว้ใกล้ๆ มือของนางหลินถิงพลันยกมือแตะใบหน้าของเขา ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่ซุกอยู่ในผ้าห่มส่งผ่านเข้าสู่ร่างเขา แผ่ไปทั่วสี่ร่างแปดช่อง เขาเงยตาขึ้น จ้องมองนางด้วยแววตาลึกซึ้งหลินถิงเอนกายโน้มเข้าไป ฝากรอยจูบเบาไว้ที่มุมปากเขา กลิ่นชาคละคลุ้งปะปนในลมหายใจ นางกระซิบเสียงแผ่ว “จะไม่มีครั้งต่อไปอีก”คำพูดนี้สำหรับคนอื่นคงฟังไร้ต้นปลาย หากแต่ต้วนหลิงกลับเข้าใจดีว่านางหมายถึงสิ่งใด เขาไม่เอื้อนเอ่ย เพียงตอบแทนด้วยรสจูบอันแนบแน่นผ่านไปหนึ่งชั่วยาม รถม้าก็มาถึงทุ่งกว้างนอกเมือง หลินถิงกุมสายว่าวกระโจนลงจากรถ วิ่งฝ่าลมไปพลาง สักพักว่าวก็กางปีกสู่ฟ้า ลอยนิ่งอยู่กลางเวหาต้วนหลิงเงยหน้ามองว่าวบนฟ้า แล้วทอดสายตามายังหลินถิงที่กำกุมสายอยู่ นางวิ่งไปไกลเพื่อให้ว่าวโผบิน ผมและชายกระโปรงพลิ้วกระเจิดกระเจิงไปตามแรงลมหลินถิงหันหน้ามา ยิ้มพลางถาม “เหตุใดท่านมิปล่อยว่าวเล่า?”เขาเพียงปลายนิ้วแตะลายบนว่าวเบาๆ มิได้ตั้งใจจะปล่อยมันขึ้นไป กลับเดินเข้ามาเคียงข้างนาง “ข้าไม่ค่อยถนัดปล่อยว่าวนัก”“ไม่ถนัดหรือ?”เขาพยักหน้าช้าๆ “เมื่อครั้งยังเยาว์ ข้ามักอยู่จวนอ่านตำรา หรือออกไปฝึกเพลงดาบกับท่านพ่อ จะว่าไปแล้ว ข้าเคยปล่อยว่าวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น”หลินถิงยื่นสายว่าวของตนส่งให้ต้วนหลิง “ท่านช่วยถื