องไปเสี่ยง ดังนั้นหลินถิงจึงเลือกฝากฝังจินอันไจ้และมิได้เอ่ยบอกต้วนหลิง เกรงว่าเขาจะห้ามไว้เสียก่อนเสียงกระดิ่งลมที่ไหวสะท้อนกลับเรียกสติที่เลื่อนลอยของหลินถิง นางเงยหน้ามองไปทางจินอันไจ้ เขากำลังถือโซ่เหล็กที่ใช้ลั่นกุญแจประตูหอหนังสือ“เจ้า…กำลังจะออกไปหรือ?”จินอันไจ้รู้ชัดว่าพวกนางเพียงมาเพื่อถามไถ่ มิได้คิดจะเข้าไปในหอหนังสือ เขาจึงปิดประตูลงและใส่กุญแจดังเดิม“ข้าจะไปพบใต้เท้าอิ้ง”แล้วพลันเปลี่ยนเรื่องเอ่ยต่อ “อีกเพียงหนึ่งเดือน กองทัพของท่านโหวจะนำทัพบุกถึงเมืองหลวง หากผู้ใดคิดเลี่ยงเพลิงสงคราม ก็จงออกไปเสียแต่บัดนี้ หากมิคิดจะไป ก็อย่าได้ออกนอกเมืองในห้วงยามนี้ เกรงว่าครั้นออกไปแล้วจะมิทันกลับคืน”หลินถิงนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ แล้วถามอย่างลังเล “พวกเจ้า…คิดจริงหรือว่าจะให้คุณชายห้าแห่งสกุลเซี่ยขึ้นเป็นฮ่องเต้?”จินอันไจ้ตอบเสียงเรียบ “ใครจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ ข้ามิได้ใส่ใจนัก เพียงแต่เมื่อได้ประมือกับท่านโหวอยู่หลายคราข้าจึงรู้ว่าเขามีความทะเยอทะยานไม่น้อย มิใช่ผู้ที่จะยอมก้มหัวอยู่ใต้บังคับผู้ใด ตำแหน่งบัลลังก์จะตกอยู่ในมือของผู้ใดยังมิอาจคาดเดาได้”“ท่านโหวเซ่ออันเช่นนั้นหรือ…” หลินถิงหวนคิดในใจ ที่แท้ก็คือบิดาของเซี่ยจื่อม่อหมายจะชิงบัลลังก์นางครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ แล้วเอ่ยเสียงอ่อน “เช่นนั้นเจ้าไปเถิด พวกเรามิขอรั้ง”จินอันไจ้หยิบหน้ากากขึ้นมาสวม “เมื่อใดที่มีข่าวคราวเกี่ยวกับยาเหริน