รนั้นสั่นสะท้านตรงกับจังหวะหัวใจเขา ทำให้หัวใจเต้นถี่แรงราวจะควบคุมไม่อยู่ ไม่นาน เสียงของต้วนหลิงก็ดังก้องที่ข้างหูนาง เขามิได้ถามสิ่งใดอื่น เพียงเอ่ยสั้นๆ ว่า“ต่อไป…เจ้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกใช่หรือไม่?”หลินถิงชะงักเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าตอบโดยไม่ลังเล “ไม่อีกแล้ว”ต้วนหลิงหลับตาลงชั่วครู่ แล้วพึมพำรับคำ “อืม”“ท่านมิคิดถามข้าเรื่องอื่นหรือ?” หลินถิงเอื้อมมือบางลูบผ่านรอยแผลเล็กๆ มากมายบนหลังมือเขา นางจำได้ดีว่าเป็นรอยที่เขากรีดเอาไว้ยามยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งแขวนสายแพรขอพรเขาคลายอ้อมแขน เงยหน้าเผยดวงตาแดงก่ำที่สะท้อนเพียงเงาของนาง เสียงแผ่วเบาเอื้อนออกจากริมฝีปาก “ข้ามิแยแสสิ่งอื่น ขอเพียงเจ้าฟื้น…ก็เพียงพอแล้ว ฟื้นขึ้นมาก็พอแล้ว…”หยาดน้ำตาของหลินถิงร่วงลงไม่ขาดสาย คอหอยแน่นราวมีสำลีอุดกั้น นางรู้ดีว่ามีสิ่งที่ตนมิอาจเอ่ยออกมา และเขาเองก็รู้เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงมิได้ถาม เพียงยืนยันว่านางฟื้นคืนก็พอ“เราออกไปกันเถอะ”หลินถิงยันกายลุกขึ้น ยกเท้าถีบฝาโลงจนเปิด แล้วฉุดดึงต้วนหลิงออกมาจากสถานที่อัปมงคลนั้น ออกจากหลุมที่เตรียมไว้เพื่อฝังนางแต่เพิ่งก้าวพ้นโลงไม่นาน เสียงกรีดร้องอันคุ้นหูพลันดังขึ้น “เล่ออวิ๋น!”เสียงนั้นทำให้หลินถิงเผลอชะงัก นางปาดน้ำตาออก รีบเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง เห็นต้วนซินหนิงยืนอยู่ไม่ห่างดวงตานางเบิกกว้างเต็มไปด้วยความตะลึงงัน ทั้งตกใจ สับสน และปีติยินดีปะปนกันที่แท้ต้วนซินหนิ