งตั้งใจจะมาหาต้วนหลิงก่อนครบกำหนดเวลา เพราะอยากกล่าวคำลาส่วนตัวกับเล่ออวิ๋นโดยมิให้ผู้ใดรบกวน แต่กลับเห็นภาพที่ไม่คาดคิด เล่ออวิ๋นฟื้นคืนชีพต่อหน้าต่อตาสายตานางจับจ้องไปที่เล่ออวิ๋นเพียงผู้เดียว จนมิทันสังเกตว่าต้วนหลิงบัดนี้สวมชุดสีชาดอยู่ใต้เสื้อไว้ทุกข์เสียงกรีดร้องยังไม่ทันจางหาย เหล่าผู้คนที่อยู่ในดงไม้ด้านหน้าก็พากันเร่งฝีเท้ากลับมา และผู้ที่วิ่งนำหน้าคือหลี่จิงชิว เพียงได้ยินเสียงเรียกชื่อบุตรสาวก็ตกใจคิดว่าอาจมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับศพนางหลี่จิงชิววิ่งพรวดพราดมาถึงปากหลุมศพ แต่แล้วก็หยุดชะงักอย่างแรง ดวงหน้าเต็มไปด้วยความตระหนก ดวงตาเบิกกว้าง สุดท้ายก็ได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ เพราะภาพที่เห็นคือเล่ออวิ๋นผู้ซึ่งควรนอนสงบอยู่ในโลงบัดนี้กลับยืนขึ้นตรงหน้า“เล่ออวิ๋น…?” นางเอ่ยเรียกด้วยเสียงสั่นเครือราวไม่เชื่อสายตาตนเองหลินถิงโผเข้าสู่อ้อมกอดของหลี่จิงชิว สะอื้นฮักเอ่ยเสียงขาดห้วงว่า “ท่านแม่……”เพียงชั่วขณะ น้ำตาของหลี่จิงชิวก็ไหลพรั่งพรูดังสายฝน “เล่ออวิ๋น……เจ้าใช่หรือไม่? มิใช่ว่าแม่กำลังฝันไปกระนั้นหรือ?” หลายวันมานี้ ยามลืมตานางเห็นเพียงร่างไร้ชีวิตในโลง ยามหลับตาก็เป็นเพียงภาพบุตรสาวยังยิ้มแย้มโลดแล่นอยู่ในความฝันหลินถิงส่ายหน้า “มิใช่ความฝัน ข้ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ ข้ายังไม่ตาย ท่านแม่”ต้วนซินหนิงซึ่งตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ รีบสาวเท้าเข้ามา กอดนางจากด้านหลังแน่น ไม่สนว่านา