็เลือนหายไปเอง”เขากวาดตามองผู้คนโดยรอบ มิให้คลาดเคลื่อนสีหน้าของผู้ใด “เช่นนั้น เราเชิญหมอเหล่านั้นมาตรวจดูอีกครั้งเถิด ว่าใช่ดังที่ข้ากล่าวหรือไม่ ว่านางเพียงมีอาการคล้ายสิ้นชีพ”เฝิงฮูหยินดึงสายตาที่เคยจับจ้องอยู่บนมีดกลับมา มิได้เผยให้ผู้อื่นรู้ถึงความหวั่นไหวในใจ นางบีบกำลูกประคำแน่น ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น “กลับจวนก่อนเถิด แล้วค่อยเชิญหมอเหล่านั้นมาตรวจให้แน่ชัด”เมื่อกลับถึงสกุลต้วน หลินถิงนั่งอยู่ในศาลาที่ยังมิทันรื้อข้าวของงานศพ ยอมให้หมอคนแล้วคนเล่าตรวจชีพจรส่วนผู้คนทั้งหลายก็เช่นเดียวกับเมื่อเช้า พากันยืนรออยู่ด้านนอกด้วยลมหายใจอันร้อนรุ่มในที่สุดหมอก็ยืนยันถ้อยคำของต้วนหลิง ว่าแท้จริงนางมิได้สิ้นชีพ เพียงเพราะโรคประหลาดทำให้เกิดอาการคล้ายสิ้นลม แต่บัดนี้ได้หายขาดแล้ว อีกทั้ง “ชีพจรแห่งความตาย” ที่เคยปรากฏ บัดนี้ก็มลายหายสิ้นเรื่องราวทั้งหมดจึงคลายปมลง หลินถิงถอนใจเบาๆ นับแต่นี้นางย่อมดำเนินชีวิตได้ตามใจตน มิมีสิ่งใดมาบีบคั้นบังคับให้ทำภารกิจพิสดารอีกต่อไปนางหันไปมองต้วนหลิง พลางดึงชายแขนเสื้อเขาเบาๆ ยามเมื่อผู้คนกำลังสนใจคำพูดของหมอโดยไร้ใครใส่ใจที่ตรงนี้ ต้วนหลิงจึงกุมมือนางเอาไว้ใต้ชายแขนเสื้อ สายตาไม่ละจากดวงตาวาวใสของนาง มั่นใจนักหนาว่านางยังคงมีชีวิตอยู่จริงๆทางด้านเฝิงฮูหยิน ฟังถ้อยคำยืนยันจากหมอแล้ว น้ำตาเกือบหลั่งด้วยความปรีดา นางแจกทองเป็นรางวัลแก่หมอทุกคน แล้วสั่งใ