าะออกมาได้ รอยยิ้มนี้จึงชวนให้คนรู้สึกขนลุกอย่างประหลาดหรือว่าต้วนหลิง…มิได้เศร้าโศกเลยแม้แต่น้อย?จินอันไจ้สะกดกลั้นความรู้สึกพิกลในใจ ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ “วางใจเถิด เมื่อข้าได้สัญญาไว้แล้ว ย่อมทำตามทุกประการ ต่อจากนี้ทุกเช้าข้าจะนำภาพมาให้”แม้ตัวเขาเองก็ไม่อาจเข้าใจเหตุผลที่หลินถิงให้ส่งภาพทีละวัน ทว่าก็ยังคงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดต้วนหลิงเพียงส่งเสียง “อืม” เบาๆจินอันไจ้เหลือบตาไปยังโรงพิธีศพอีกครั้ง มิได้ก้าวเข้าไปดูหลินถิงอีก หากไม่ดูใจก็รุ่มร้อน หากดูแล้วก็ยิ่งเจ็บช้ำเขาจึงเลือกไม่ดูเสียเลย “ข้ายังมีธุระอื่น ขอลาก่อน”ต้วนหลิงลูบไล้ภาพวาดอยู่ในมือ ก่อนเรียกบ่าวผู้หนึ่งให้เข้ามา แล้วสั่งให้ไปส่งจินอันไจ้ออกนอกจวน น้ำเสียงราบเรียบว่า“คุณชายจินเชิญกลับโดยสวัสดิภาพเถิด ข้ายังต้องอยู่เฝ้า จึงมิได้ออกไปส่ง”จินอันไจ้จากไปแล้ว ต้วนหลิงยังคงยืนอยู่ที่เดิมอีกครู่ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหายไป ลานกว้างหน้าเรือนเงียบงัน สายลมหนาวกรูพัดมาจากทุกทิศ เสียงหวีดหวิวสะท้อนก้องไปทั่ว ชุดไว้ทุกข์สีขาวบนร่างเขาพลิ้วสะบัดไปตามแรงลม รวมทั้งภาพวาดในมือที่ยังถูกเขากุมไว้แน่นเขานำภาพกลับไปเก็บในห้อง แล้วจึงกลับมาที่โรงพิธีศพ เฝ้าอยู่เคียงข้างหลี่จิงชิว ดูแลโลงศพของหลินถิง แม้เวลาจะล่วงไปมากแล้ว แต่ก็ยังคงมีผู้คนแวะเวียนมาร่วมเคารพไม่ขาดจนกระทั่ง…ครอบครัวสกุลหลินมาถึงในยามอันล่วงเลยพวกเขาคือสกุลฝ่ายหญิงขอ