านเย่เอาแต่แผลงฤทธิ์ใส่คนในจวน ก็อดขยะแขยงมิได้ “ตกลงเจ้าจะออกไปหรือไม่!”ยังมิทันที่หลินซานเย่จะได้โต้ตอบ ต้วนหลิงก็สั่งบ่าว “ส่งเขาออกไปเสีย”หลินซูรีบก้มศีรษะคารวะต่อหน้าโลงศพ ก่อนก้าวตามไปอย่างรวดเร็วไม่คาดคิดเลยว่า ระหว่างทางกลับเรือน หลินซานเย่กลับประสบเหตุ ถูกรถม้าทับแขนจนขาดสิ้นไปหนึ่งข้าง ข่าวร้ายนี้ถูกส่งกลับมายังโรงพิธีศพ หลี่จิงชิวเพียงรับฟังด้วยสีหน้าว่างเปล่า มิได้มีแววเป็นห่วงแต่อย่างใด“มีชีวิตอยู่พอให้ยกมืออีกข้างมาเขียนหนังสือหย่าได้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ข้าก็มิประสงค์แบกรับชื่อภรรยาของเขาอีกต่อไป”ครั้นผู้คนที่มาร่วมเคารพจากไปจนหมด ต้วนหลิงก้าวเข้าไปยืนข้างโลงศพ มองดูร่างหลินถิงที่นอนสงบอยู่ในนั้นร่างของนางยังคงอ่อนนุ่มมิแข็งกระด้าง ราวกับยังมีชีวิตเขาถอดถุงหอมบรรจุไม้จันทน์หอมที่ห้อยอยู่ข้างเอว แขวนลงบนสายรัดเอวของหลินถิงหลี่จิงชิวเองก็มายืนเฝ้าอยู่ข้างโลง มองร่างบุตรสาวด้วยแววตาอาวรณ์ “สวรรค์ประทานโรคร้ายให้แก่นาง แล้วยังให้ร่างนางมิสูญสลายภายหลังสิ้นใจ บางครั้งข้าก็ไม่รู้ว่าจะพึงโกรธสวรรค์ หรือจะขอบคุณดี”นางเอื้อมมือเย็นเฉียบไปจับมือของหลินถิง ความรู้สึกสัมผัสไม่ต่างจากวันวาน เพียงแต่เย็นเยียบ ไร้การเคลื่อนไหวหลี่จิงชิวเอ่ยเสียงแผ่ว “ไม่… ต่อให้สวรรค์ทำให้นางคงสภาพเช่นนี้ ข้าก็ยังคงเกลียดชังสวรรค์อยู่ดี เพราะมันใช้เศษเสี้ยวแห่งความเมตตา มาปิดบังความโหด