ร้ายที่แท้จริง”ต้วนหลิงฟังเงียบๆ หาได้ตอบโต้ เพียงแขวนถุงหอมเรียบร้อย แล้วหยิบปิ่นทองปักลงบนเรือนผมของนางหลินถิงโปรดปรานเครื่องประดับทองนัก ภายในโลงก็เต็มไปด้วยอาภรณ์และเครื่องประดับมีค่า แม้กระทั่งชุดแดงที่นางสวมอยู่ ก็ปักด้วยดิ้นทองดิ้นเงินงดงามต้วนหลิงกุมมือนางไว้อีกข้าง หลี่จิงชิวเมื่อเห็นดังนั้น จึงค่อยๆ ถอยออกจากห้องโถง ปล่อยให้เขาได้อยู่กับนางตามลำพังเมื่อก้าวออกมาจากห้องโถง หลี่จิงชิวเดินเรื่อยไป จนหยุดยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แขวนสายผ้าแดงสำหรับขอพรเอาไว้แน่นหนา ต้นไม้นี้เคยเป็นดังที่พึ่งพิงแห่งความหวังให้หลินถิงมีชีวิตรอด ทว่ากลับกลายเป็นพยานในวันที่นางสิ้นลมไปเมื่อสองวันก่อนคิดถึงเพียงเท่านั้น ความปวดร้าวก็แล่นบีบรัดอยู่กลางอก หลี่จิงชิวค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยอง หอบหายใจเพื่อบรรเทาความเจ็บนั้นบ่าวคนหนึ่งก้าวเข้ามาหา ถือสายผ้าแดงเส้นหนึ่งส่งให้ “ฮูหยิน บ่าวเก็บได้จากพื้น…จะให้นำไปแขวนกลับขึ้นไปหรือไม่ขอรับ?”หลี่จิงชิวพิงต้นไม้ยันกายลุกขึ้น มือรับผ้ามาดู แล้วเผลออ่านข้อความที่เขียนอยู่บนสายผ้าออกมาโดยไม่รู้ตัว “ขอให้หลินถิง เด็กน้อยผู้นี้อย่าได้มีภัยพาล ชีวิตราบรื่นปลอดเคราะห์…และขอให้มารดาของนางอยู่เย็นเป็นสุข”นางชะงักเล็กน้อย คำอธิษฐานนี้มิได้เขียนถึงเพียงหลินถิง แต่ยังรวมตนเองเข้าไปด้วย ใครกันที่เมตตาถึงเพียงนั้น? หลี่จิงชิวพลิกผ้าดูอีกด้าน กลับไม่พบชื่อผู้เขียน ทั้งที่โดยธรร