มเนียมแล้วจะต้องมีชื่อกำกับไว้มิใช่ลืมเขียน แต่เป็นความตั้งใจไม่ลงนามกระนั้นหรือ? ยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งประหลาดใจ ผู้ที่เรียกหลินถิงว่า “เด็กน้อย” ได้นั้น ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุไม่น้อย แต่ไม่ใช่เฝิงฮูหยินหรือแม้แต่ท่านผู้เฒ่าต้วน และยิ่งไม่อาจเป็นหลินซานเย่ได้ในวันแขวนผ้าเขายังไม่ปรากฏตัวด้วยซ้ำ อีกทั้งก็หาใช่คนที่เขียนถ้อยคำเช่นนี้ออกมาได้หลี่จิงชิวแช่อยู่ในภวังค์ความคิด บ่าวจึงเอ่ยเรียกอย่างเกรงใจ “ฮูหยินขอรับ?”นางจึงคืนสติ “ไปเอาบันไดมาเถิด ข้าจะนำมันแขวนขึ้นไปเอง” ไม่ว่าจะอย่างไร นี่ก็เป็นคำอธิษฐานที่มีผู้ตั้งใจเขียนให้หลินถิง ต่อให้นางสิ้นชีพไปแล้ว ก็สมควรได้แขวนกลับไป“ขอรับ” บ่าวรับคำแล้วรีบไปนำบันไดมาหลี่จิงชิวก้าวขึ้นบันไดด้วยตัวเอง แขวนสายผ้าไร้นามนั้นกลับขึ้นไปกับกิ่งไม้ใหญ่****เช้าวันถัดมา จินอันไจ้ ไม่ผิดคำมั่น แม้สายลมจะโบกพัดหรือฝนฟ้ากระหน่ำ เขาก็ยังมาถึงตรงเวลา เพื่อส่งมอบภาพวาดอีกภาพแก่ต้วนหลิงภาพครั้งนี้มิใช่วาดคน หากเป็นภาพทะเลสาบที่บานสะพรั่งด้วยดอกบัว ต้วนหลิงย่อมจำได้ชัด ทะเลสาบที่พวกเขาเคยล่องเรือชมบัวในวันเทศกาลชมบัว นั่นยังเป็นวันที่หลินถิงกับต้วนซูหนิงลอยโคมบัวขอพรด้วยกันเขาจ้องมองภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้านข้างของภาพยังคงมีอักษรเล็กเขียนกำกับไว้เช่นเคย “ที่ข้าสวมกอดท่าน ก็เพราะข้าชอบท่านอย่างไรเล่า เอาล่ะ ท่านลองเดาดูอีกทีสิว่าข้าเขียนภาพทะเลสาบนี้ให้ท่านทำไม