ใจนัก แต่ก็ยอมชักมือกลับ ถอนหายใจพลางพึมพำ “เจ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว”ครึ่งชั่วยามผ่านไป ทั้งสองจึงได้ออกเดินทาง เนื่องด้วยยังมิได้กินมื้อเช้า อีกทั้งต้วนหลิงก็มีกำหนดเข้าวังในยามบ่าย จึงไม่เร่งรีบ รอจนกินเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงออกจากจวนหน้าประตูใหญ่ของสกุลหลิน รถม้าของสกุลต้วนจอดรออยู่แล้ว นอกจากสารถีที่นั่งประจำ ยังมีบุคคลผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างรถ “นายท่านสาม”หลินถิงทำราวกับไม่เห็น ก้าวตรงไปยังรถม้าโดยไม่เหลือบแล แต่เขารีบขวางหน้าเอาไว้ “เล่ออวิ๋น เจ้าช่วยพูดกับแม่เจ้าทีเถิด นางบอกว่าจะหย่ากับข้า เรื่องไร้สาระเช่นนี้ช่างบ้าชัดๆ”แท้จริง เขามิได้อยากเอาเรื่องในครอบครัวมาพูดต่อหน้าประตูใหญ่ เพราะรู้สึกเสียหน้า เพียงเพราะหลี่จิงชิวไม่ยอมพบ ยามเขามารอหน้าจวน นางก็มักหลีกเลี่ยงออกทางหลัง เขาจึงจำต้องเฝ้าอยู่ข้างรถสกุลต้วน หวังจะฉวยโอกาสสักครั้งได้พบหน้าเมื่อวานเขาก็คิดจะทำเช่นนี้แล้ว แต่ยังกลืนไม่ลง ลังเลอยู่ทั้งคืน สุดท้ายวันนี้จึงฝืนใจมาปรากฏตัวหลินถิงกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย กระทั่งคิดในใจว่าหากมีโอกาสก็อยากซัดเขาสักหมัด “หลีกไป”แต่เขาหาได้หลีกทางไม่ ต้วนหลิงเพิ่งคิดจะก้าวขึ้นลงมือ หลี่จิงชิวก็ตรงเข้ามาเสียก่อน ผลักเขาพ้นทาง สองมือเท้าเอว ดวงตาดุดัน “เจ้าจะทำสิ่งใดกัน อย่าหน้าหนา เรื่องของเราจะไปเกี่ยวสิ่งใดกับลูกเล่า”เขาถูกผลักจนเซไปสองก้าว “เจ้าอยากหย่าแล้วจะไม่เกี่ยวกับลูกได้อย่างไร หากวันหลังมี