ผู้เอ่ยถึงเล่ออวิ๋น เขาย่อมพูดกันว่าบิดามารดา…”ความสงบของหลี่จิงชิวพลันหายไป “หุบปากเสียเถิด”ว่าจบ นางก็รีบพาหลินถิงขึ้นรถม้า ก่อนที่บุตรสาวจะก้าวขึ้น หลินถิงเหลือบไปเห็นรถม้าอีกคันจอดอยู่ไม่ไกลภายในมีบุรุษหน้าซีดเผือดราวภูติผี กำลังแหวกม่านมองออกมา แววตาวันนี้หาได้เย็นชาโหดเหี้ยมดังเดิม หากแฝงความอ่อนโยนบางเบาอยู่ในทีต้าเสวี่ยหนี? ก้าวเท้าของนางชะงักไปเล็กน้อยวันนี้เขามาทำไมกัน หรือเพียงเพื่อมองท่านแม่แล้วจากไป เพราะดูท่าทีแล้ว เขาไม่คิดจะก้าวลงจากรถอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็มิได้มีท่าทีอยากเผยตนต่อหลี่จิงชิวเลยเมื่อคืน ตอนพูดคุยกับมารดา หลี่จิงชิวก็เอ่ยถามถึงอิ้งจือเหอ ว่าทำไมหลินถิงถึงเคยเขียนจดหมายถามเรื่องเขาหลินถิงก็ตอบเพียงว่า เพราะต้วนหลิงติดตามราชกิจอยู่ จึงสอบถามจนบังเอิญพบว่าแม่อาจเคยรู้จัก จึงเขียนถามไปเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอื่น ขอให้มารดาอย่าถือสาแท้จริงแล้ว ต้าเสวี่ยหนีกำลังคิดก่อการกบฏ หลินถิงย่อมมิอาจบอกความจริงแก่มารดาได้ จำต้องโกหกไปเช่นนั้นหลี่จิงชิวเห็นบุตรสาวหยุดนิ่ง ก็หันมองตามสายตา ครั้นสบเข้ากับดวงตาในรถคันนั้น ยังไม่ทันมองให้ถนัด ม่านก็ถูกปล่อยปิดลง ขวางกั้นสายตาไปเสียแล้ว ไม่นานรถม้าก็เคลื่อนออกไป“มัวมองสิ่งใดอยู่ ยังไม่ขึ้นไปอีกหรือ?” หลี่จิงชิวมิได้เอะใจนัก ยกมือเคาะหลังมือหลินถิงเบาๆหลินถิงจึงก้าวขึ้นรถไป ระหว่างทางกลับสกุลต้วน ต้วนหลิงเอนกายหลับตาพักผ่อนอ