หตุใดหลินถิงไม่ยอมพูดเรื่องเป็นลม จึงมิได้เอ่ยแย้ง เขาเพียงเดินไปหยุดยืน ณ หน้าต่าง มองออกไปยังราตรีอันมืดมิด ฝนพรำไร้ทั้งจันทร์และดาว มีเพียงแสงตะเกียงในห้องที่ส่องลอดออกไปหลินถิงเอ่ยเสียงเรียบง่าย “มิได้เป็นอันใดนัก หมอบอกว่าอีกไม่กี่วันก็หายดี”ต้วนซินหนิงพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดีแล้ว ได้ยินมาว่าหากขาไม่สบาย ใช้น้ำอุ่นแช่เท้าจะช่วยให้ผ่อนคลายขึ้น ข้าให้คนจัดน้ำอุ่นมาให้เจ้าดีหรือไม่?” เอ่ยพลางทำท่าจะออกไปสั่งการแท้จริงแล้วขาของนางหาได้มีปัญหา แต่การแช่น้ำอุ่นช่วยผ่อนคลายก็มิใช่เรื่องเสียหาย จึงมิได้ห้ามไว้ ไม่นานนักต้วนซินหนิงก็ออกจากห้องไป หลังเห็นหลินถิงก้าวเท้าลงแช่น้ำอุ่นเรียบร้อยแล้ว นางจึงคลายใจและกลับห้องตนเองเมื่อประตูปิดลง ต้วนหลิงค่อยคลายสายรัดข้อมือหนัง วางทิ้งข้างกาย ก่อนถอดปิ่นหยกจากเส้นผม แล้วนั่งลงเคียงข้างนางปลายเท้าของหลินถิงแช่อยู่ในอ่างน้ำอุ่นไหวเบาๆ ทำให้น้ำกระเพื่อมขึ้น “พรุ่งนี้ยังต้องเร่งเดินทาง ท่านพักเสียแต่หัวค่ำเถิด ไม่จำเป็นต้องห่วงข้า ข้าแช่เสร็จก็จะเก็บเอง”ต้วนหลิงกลับนั่งมองนางเงียบๆ มิได้เอ่ยสิ่งใดนางยันฝ่ามือลงบนขอบอ่าง เอียงหน้ามองเขา “เหตุใดจึงมองข้าเช่นนั้นหรือ หน้าข้าซีดเซียวไปหรือ?”เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น “ข้ากำลังนึกถึงเมื่อครู่ ตอนหมอบอกว่าร่างเจ้ามีโรคร้ายไม่อาจเยียวยา เจ้าก็มิได้แสดงอาการหวาดกลัว ครั้นเมื่อบอกว่าตรวจผิด เจ้าก็ห