าได้ยินดีปรีดา”หลินถิงเพียงยักไหล่ ไม่ใส่ใจนัก ฉวยโอกาสตอบ “ชีวิตคนย่อมมีชะตาของตน ต่อให้หวาดกลัวก็เปลี่ยนความจริงไม่ได้ วันหน้าหากจะเกิดสิ่งใด เราก็ปล่อยให้เป็นไปตามครรลอง ถึงสะพานแม่น้ำก็ย่อมมีทางข้ามเอง มิแน่ว่าอาจยังมีเรื่องน่ายินดีรออยู่ก็ได้”ต้วนหลิงก้มมองปลายเท้าที่แช่อยู่ในอ่างน้ำของนาง พลันเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “เพียงปล่อยให้เป็นไปตามครรลอง…จักสามารถได้ในสิ่งที่ตนปรารถนาหรือ?”เขาเอ่ยต่อ “ทว่าในบางครา แม้มิได้ปล่อยให้เป็นไปตามครรลอง ก็หาได้สมปรารถนา เช่นนั้นแล้ว ไยต้องทำสิ่งใดให้เปลืองทั้งแรงกายและแรงใจเล่า”การแช่เท้าไม่ควรนานนัก ต้วนหลิงจึงก้มลงจับข้อเท้าของหลินถิง ยกขึ้นจากอ่างน้ำ แล้วใช้ผ้าเช็ดอย่างแผ่วเบา“เจ้าว่ามาก็มีเหตุผล”รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ้ายังไม่ทันสว่าง หลินถิงก็ถูกต้วนหลิงอุ้มออกจากผ้านวมอุ่น ศีรษะเอนพาดบนบ่า ลืมตาครึ่งหลับครึ่งตื่น เอ่ยเสียงงัวเงีย “มิใช่ว่าจะออกเดินทางเมื่อยามเฉินหรือ? ตอนนี้เพิ่งยามเหมานี่นา”“หมอมาถึงแล้ว” เขาพยุงศีรษะนางให้นั่งพิงข้างเตียง แล้วก้มลงช่วยสวมอาภรณ์ให้แต่เดิมยามเสร็จกิจ ต้วนหลิงก็มักเป็นผู้ช่วยนางอาบน้ำและสวมอาภรณ์ใหม่ทั้งชั้นในชั้นนอก นานวันเข้ากระทั่งเขารู้จักเสื้อผ้าของนางดียิ่งกว่านางเอง วันปกติที่ไม่มีสิ่งใด เขาก็มักช่วยแต่งกายให้เป็นกิจวัตร เช่นเดียวกับยามนี้หลินถิงจึงนึกขึ้นได้ว่า เมื่อคืนเขาเอ่ยว่าจะหาหมอมาตรวจให้นางอีกหนึ่ง น