าขมเฝื่อนนี้ ดื่มไปก็เหมือนสร้างเวรกรรมแก่ตนเอง”หมอเองก็เห็นด้วยว่านางมิได้จำเป็นต้องดื่มยา เพียงแต่ไม่กล้าตอบรับตรงๆ จึงเหลือบตามองต้วนหลิงอย่างลำบากใจ “ใต้เท้า เรื่องนี้…”ต้วนหลิงเอ่ยเสียงอ่อนโยน “นางว่าไม่จำเป็นก็ไม่จำเป็น เจ้าไปเถิด”“ขอรับ”หมอเก็บหีบยาออกไป เหลือเพียงทั้งสองอยู่ในห้องเงียบสงัด เดิมทีหลินถิงคิดจะเอนกายนอนต่อ แต่เมื่อเห็นฟ้าเริ่มสว่าง อีกไม่นานจะถึงยามเฉิน นางจึงชันกายขึ้นนั่งตรง “พวกเรานั่งคุยกันอีกครู่ ค่อยลงไปด้านล่างเป็นไร?”ต้วนหลิงยื่นมือมาลูบเปลือกตานางแผ่วเบา “หลินเล่ออวิ๋น เจ้ามีสิ่งใดปิดบังข้าอยู่หรือไม่?”หัวใจหลินถิงพลันเต้นแรง รีบย้อนถาม “แล้วท่านเล่า มีสิ่งใดที่มิได้ปิดบังข้าหรือ? ท่านยังมิได้บอกเหตุว่าเหตุใดจึงกลายเป็นเหยาเหริน”เขายกมุมปากยิ้มบาง “หากว่าข้าบอกแล้ว เจ้าจะยอมเปิดเผยสิ่งที่เจ้าปิดบังแก่ข้าหรือไม่?”นางยกนิ้วก้อยเกี่ยวกับเขา ไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ต้วนหลิงก้มมองปลายนิ้วก้อยที่ถูกเกี่ยวไว้ พลันเกี่ยวตอบคืนดวงตาลึกซึ้งคล้ายกำลังครุ่นคิด “หรือว่า…เป็นเรื่องที่เจ้าไม่อาจบอกข้าได้อย่างเด็ดขาด?”หลินถิงยังคงนิ่งเงียบ ต้วนหลิงยื่นมืออีกข้างแตะเบาๆ ตรงหางตาของนาง กดลงจนขึ้นสีแดงเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ คลายออก “เช่นนั้น…ข้าจะถามได้หรือไม่”ไม่ทันสิ้นคำ นางกลับเอ่ยแทรก “ข้าชอบท่าน”แม้จะตอบไม่ตรงคำถาม แต่กลับเป็นถ้อยคำที่ชวนให้หัวใจพองโต ดวงตาเรียวของต้วน