งก็ดื่มไปแล้ว เหตุใดพวกเรากลับไม่เป็นอะไรเลย?” น้ำเสียงของเขาแฝงนัยชัดเจนเหงื่อชุ่มทั่วร่างของเซี่ยจื่อม่อ ใบหน้าซีดเผือดราวกระดาษ เสียงสั่นสะท้านด้วยความทรมาน “ข้า… ข้าเองก็ไม่รู้…”เห็นอีกฝ่ายทุรนทุรายถึงเพียงนั้น จินอันไจ้จึงหยิบกาชาขึ้น เปิดฝาออกแล้วลองดม เขาเชี่ยวชาญทั้งการปรุงยาและพิษ ต่อให้ไร้พลัง ความสามารถด้านนี้ก็หาได้เสื่อมถอยไม่เขายกน้ำชาขึ้นจ่อริมฝีปาก แต่ยังไม่ทันได้ลิ้มรส หลินถิงก็ยื่นมือออกมาขวาง พร้อมเอ่ยว่า “เป็นข้าเองที่วางยาไว้ในน้ำชา”การลอบวางยากระตุ้นราคะครั้งนี้ เป็นภารกิจของนาง เมื่อทำสำเร็จแล้ว ก็ย่อมสามารถยอมรับออกมาได้“เจ้า?” จินอันไจ้ถึงกับชะงักงันด้วยความประหลาดใจ เขาไม่รู้เลยว่ามีเรื่องราวความหลังใดระหว่างนางกับเซี่ยจื่อม่อ รู้เพียงว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนในดวงใจของต้วนซินหนิง สหายสนิทของหลินถิงเท่านั้นเสียงครวญครางจากความเจ็บปวดดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเสียงของเซี่ยจื่อม่อเอง เขากอดท้องแน่น ร่างกายเกร็งงอราวกับจะฉีกออกเป็นชิ้น ใบหน้าซีดเผือด ข้างหลังมือปูดโปนด้วยเส้นเลือด เสียงพร่าเครือเอ่ยถามด้วยความทุกข์ทรมาน“คุณหนูเจ็ด… เหตุใดท่านจึงลอบใส่ยาลงในน้ำชา… ท่าน… ท่านให้ข้ากินยาอันใดกันแน่?”ความเจ็บปวดรุมเร้าทั่วทั้งร่าง รุนแรงเสียจนเซี่ยจื่อม่อเผลอคิดไปว่านั่นคงเป็นพิษร้าย เพราะแม้แต่บาดแผลจากคมดาบ ยังไม่เคยสร้างความเจ็บปวดได้ถึงเพียงนี้ต้วนหลิงเฝ้ามองอาการของ