คราวก็มิพ้นคำพูดเดิมๆ ในใจนางด่าซ้ำไม่รู้กี่รอบกระทั่งนึกขึ้นได้กับถ้อยคำสำคัญ “สองเดือน? เหตุใดต้องเป็นสองเดือน?”หรือว่าเซี่ยจื่อม่อมั่นใจว่าสองเดือนข้างหน้าจะสามารถโค่นล้มแผ่นดินต้าเหยียนได้จริงเล่า? พวกเขาถึงกับคิดจะผลักดันให้เซี่ยชิงเหอขึ้นครองบัลลังก์งั้นหรือ? หลินถิงใช่ว่าจะดูแคลนเซี่ยชิงเหอ เพียงแต่เขาอ่อนโยนเกินไป ถูกคนชักใยได้ง่าย มิสมควรเป็นฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อยในหน้าประวัติศาสตร์ ก็มิใช่ว่าจะไม่มีราชวงศ์ที่ครองอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม เช่น “เสวียนฮั่น” ที่อยู่ได้ไม่ถึงสองปีหรือ “โฮ่วฮั่น” ที่อยู่ได้เพียงสี่ปี ครั้นนึกเช่นนี้ หลินถิงก็ยิ่งไม่อยากเห็นแผ่นดินใหม่ต้องล่มสลายรวดเร็ว นางเพียงอยากอยู่ในยุคสมัยที่ความวุ่นวายน้อยที่สุดเท่านั้นต้วนซินหนิงยังคงนวดบ่าให้นางเบาๆ “ข้าไม่รู้ เขาก็เพียงพูดเช่นนั้น” เรื่องการก่อกบฏ เซี่ยจื่อม่อไม่เคยเล่าให้ตนฟังมากนักหลินถิงดึงมือนางลง “เขาเล่าเรื่องของพวกเจ้ากับท่านโหวแล้วหรือไม่?”ต้วนซินหนิงส่ายศีรษะเบาๆ “ข้ามิได้ถาม”หลินถิงมิอยากพูดถึงเซี่ยจื่อม่อต่อ นางหยิบผลไม้เปรี้ยวลูกหนึ่งขึ้นมา ลองกัดเพียงคำเดียวกลับเปรี้ยวจนทนไม่ไหว รีบคายทิ้งแทบหมดปาก ไม่คิดว่ามันจะเปรี้ยวจัดเช่นนี้ นางนึกตำหนิตนเองที่ปากบอนอยากลองชิมต้วนซินหนิงรีบลงจากเก้าอี้พนักตัวยาว รินชาให้ “เจ้ามิเป็นไรใช่หรือไม่?”หลินถิงน้ำตาไหลพรากเพราะความเปรี้ยว รีบยกมือปาดไปพลางหัวเร