ง่าเขาเงยหน้ามองนางพลางเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าไม่คิดจะนอนต่อสักหน่อยหรือ?”นางเหยียดแขนบิดกายเล็กน้อย เอนหลังพิงผนังข้างเตียงนอน “เวลานี้ยามใดแล้วหรือ?”ต้วนหลิงเหลือบตามองหยดน้ำในนาฬิกาน้ำ ก่อนหันมามองนาง พลางสอดสายรัดคาดเอวแล้วเกี่ยวห้อยถุงหอม“เพิ่งล่วงยามอู่ไม่นาน”“ยามอู่แล้วหรือ? เช่นนี้ข้าคงนอนพอแล้ว หากฝืนต่ออีกคงหลับยาวถึงค่ำ” หลินถิงลุกจากเตียง“เช่นนั้นเจ้าล้างหน้าชำระกายเสียก่อน ข้าจะออกไปพบท่านผู้นั้นสักครู่” ต้วนหลิงเอ่ย พลางผลักบานประตูออกไปไม่นาน หลินถิงก็แต่งตัวเรียบร้อย ตั้งใจจะออกไปสั่งคนจัดสำรับ แต่บังเอิญได้เจอต้วนหลิงกลับเข้ามาพอดี ในมือเขาถือม้วนภาพหนึ่ง คล้ายเพิ่งได้มาจากเหล่าองครักษ์เสื้อแพรนางเหลือบตามอง แต่ไม่ได้เอ่ยถาม ทว่าต้วนหลิงกลับคลี่ภาพออก ยื่นมาตรงหน้านาง “เจ้าลองดูบุคคลในภาพนี้”ถ้อยคำนั้นทำให้นางรู้สึกคุ้นหูนัก คล้ายกับเมื่อครั้งนางเคยยื่นภาพวาด ‘ต้าเสวี่ยหนี’ ให้หลี่จิงชิวดูในวันกลับเรือน หลินถิงจึงก้มหน้ามองด้วยความงุนงงภาพปรากฏบุรุษผู้หนึ่ง ยืนตัวตรง สวมอาภรณ์ขุนนางราชสำนักก่อน ร่างสง่าท่ามกลางบรรยากาศ สายตาเปี่ยมด้วยความชอบธรรม ริมฝีปากแย้มยิ้มบางนางยกมือเกาท้ายทอยพลางพึมพำ “บุรุษผู้นี้คือคนที่องครักษ์เสื้อแพรของท่านหมายจะจับหรือ?”ต้วนหลิงส่ายหน้า “หาใช่ไม่ บุรุษนี้นามว่าอิ้งจือเหอ เราเคยได้ยินเรื่องราวของเขาจากปากนักเล่านิทานในโรงน้ำชาที่อันเฉิงมาแล