ู้ การลอบเข้ามาเช่นนี้ง่ายดายดุจเงาเสียงก้าวเบาของต้วนหลิงดุจเงาวิญญาณไร้ร่าง ก้าวข้ามธรณีเข้าสู่ห้อง ดวงตาเรียบนิ่งกล่าวเพียงสั้นนัก“นางหายไปแล้ว”“นาง? ท่านหมายถึงผู้ใดกัน?” เซี่ยจื่อม่อทำทีเป็นไม่รู้เรื่องต้วนหลิงยืนประจันหน้า เอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “หลินถิง-หรืออีกนามหนึ่ง หลินเล่ออวิ๋น… นางหายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน”เซี่ยจื่อม่อแสร้งตกใจ “คุณหนูเจ็ดหายไป? ตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดถึงหายไปได้เล่า?”แม้ในใจอยากนำตัวนางกลับมา แต่หากให้ต้วนหลิงล่วงรู้ว่าตนรู้อยู่ก่อนแล้ว ย่อมมิใช่เรื่องดี“เมื่อคืน” ต้วนหลิงก้มหน้า พลางพลิกข้อมือเอ่ยเสียงแผ่ว“ใช่แล้ว… อยู่ดีๆ เหตุใดนางจึงหายไปได้”น้ำเสียงนุ่มนวลกลับทำให้หลังคอของเซี่ยจื่อม่อเย็นเยียบ ราวกับถูกสายลมหนาวกรีดผิว มือของต้วนหลิงลูบไล้ด้ามดาบซิ่วชุนที่คาดเอว ก่อนจะสัมผัสถุงหอมที่มีคราบเปรอะนั้น พลันหันถามโดยไม่ให้ตั้งตัว“ท่านเซี่ยซื่อจื่อ รู้บ้างหรือไม่ว่านางอยู่ที่ใด”หัวใจของเซี่ยจื่อม่อราวถูกตีกลองดังสะท้อนในอก แต่ยังฝืนทำเสียงสงบ “ข้าจะรู้ได้อย่างไร นับแต่จากหอบุปผามา นางก็ไม่เคยมาหาข้าอีก ข้าเองก็ไม่เคยพบหน้านางเลย”“คำนี้เป็นความจริงรึ?”“ข้าจะโกหกท่านไปเพื่ออันใด แน่นอนว่าเป็นความจริง” เขาเอ่ยพลางก้าวออกจากห้อง“ข้าจะส่งคนช่วยท่านตามหา”แต่ยังไม่ทันก้าวพ้น ธารแสงเย็นวาบก็ผ่านหน้า ดาบซิ่วชุนจ่อแนบลำคอเขา คมดาบเย็นเยียบจนเลือดแทบหยุดไหล เซี่ยจื่อม่อถูก