่งให้ข้าอย่าเรียนเสียจะดีกว่า”ต้วนหลิงมิอยากได้ยินนางเอ่ยถึงชื่อของจินอันไจ้อีก แต่กระนั้นเสียงของเขายังคงราบเรียบ ฟังมิออกว่าโกรธหรือไม่“แล้วเหตุใดเจ้าจึงอยากเรียนวรยุทธ์?”“เพื่อปกป้องตนเอง……และคนที่ข้าอยากปกป้อง”“แล้วคนที่เจ้าอยากปกป้องนั้นคือใคร?”หลินถิงตอบโดยไม่ต้องคิด “ท่านแม่ข้า เถาจู และต้วนหลิงอวี่”แม้นต้วนซินหนิงจะเป็นธิดาคนที่สามของสกุลต้วน ย่อมมีคนคุ้มกันอยู่รอบกาย แต่การที่นางมีผู้คุ้มครองมากเพียงใด ไม่ได้ขัดขวางความตั้งใจของหลินถิงเลยแม้แต่น้อยต้วนหลิงมองฉากกั้น “เพียงเท่านี้หรือ?”หลินถิงเดินออกมาจากหลังฉากกั้น สบตากับเขาพอดี “ยังมีท่านอีกคน”ถ้อยคำนั้นฟังดูคล้ายจะเกินกำลังนัก บุคคลที่นางเอ่ยมาล้วนไร้วิชา ยามเผชิญภัยจึงยากป้องกันตนเอง ทว่าต้วนหลิงมิใช่คนเช่นนั้น จินอันไจ้ยังอาจไม่ใช่คู่มือของเขาด้วยซ้ำแต่หลินถิงก็ไม่แน่ใจนักว่าเขาถามว่า “ไม่มีแล้วหรือ” ด้วยจุดประสงค์ใด จึงตัดสินใจเพิ่มชื่อของเขาเข้าไปด้วยต้วนหลิงลุกขึ้นจากเตียง น้ำเสียงยากจับอารมณ์ “เจ้าคิดจะปกป้องข้าหรือ?”หลินถิงรู้สึกว่าตนยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าใจเขายากขึ้น “ข้าเองก็รู้ว่าตัวข้าอาจหาญเกินไป หากท่านมิอยากฟัง ก็ถือเสียว่าเมื่อครู่ข้าไม่ได้กล่าวก็ได้”บางผู้คนที่มีฝีมือสูงส่ง มักไม่ชอบได้ยินคำกล่าวทำนองนี้ เขาเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งซึ่งวางปิ่นหยกไว้ ลูบผ่านเครื่องประดับของนางก่อนจะหยิบกวานขึ้นมารวบผมของตน“เปล่