ับว่าดีเลิศ ไม่ขยับเขยื้อนสักนิด หลินถิงหันหน้ากลับมา แล้วพยายามขยับพลิกตัวทั้งที่พันอยู่ในผ้าห่ม หันหลังให้เขา***รุ่งเช้า หลินถิงยังไม่ทันลืมตา ก็ได้กลิ่นหอมอบอวลของไม้จันทน์ที่คุ้นเคย…ไม่รู้ว่านางเลื่อนตัวไปใกล้ต้วนหลิงอีกตั้งแต่เมื่อใด แต่ยังดีที่มีผ้าห่มคั่นระหว่างกันถึงสองชั้น มิได้แนบชิดดังเมื่อวาน เคราะห์ดีแล้ว-นางคิดในใจหลินถิงลุกจากเตียง ตั้งใจจะลงไปยืน กลับพบว่าแขนขาไร้เรี่ยวแรง ราวกับเหยียบอยู่บนสำลี ลมหายใจร้อนผ่าวผิดปกติ นางถึงกับตะลึง นี่มิใช่อาการเบื้องต้นของโรคระบาดหรอกหรือ?เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้? หลินถิงยกมือแตะหน้าผาก แม้ไม่ร้อนจนผิดธรรมดา แต่ก็รู้สึกอุ่นกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัดนางเพิ่งจะเปิดปากเรียกต้วนหลิง ยังไม่ทันเอ่ยถ้อยคำ เขาก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเสียก่อน “ใบหน้าเจ้าดูแดงนัก”หลินถิงรีบถอยหลังออกห่างจากเตียง แม้ในสมองจะยังสับสนวุ่นวาย แต่นางก็เลือกจะพูดความจริง “ข้า……มีอาการร้อนในตัว เกรงว่าอาจจะ……”อาจจะติดโรคระบาดแล้ว? ยามที่ได้ยินถ้อยคำ “มีอาการร้อน” สีหน้าต้วนหลิงแปรเปลี่ยนไม่มากนัก ทว่าภายในอกกลับคล้ายถูกบีบรัดอย่างรุนแรง ปลายนิ้วจิกแน่นเข้ากลางฝ่ามือ แต่กลับเอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่ง“ก็อาจเป็นเพียงพิษลมร้อน เดี๋ยวข้าไปหาหมอให้มาตรวจดู”โลหิตของเขาไม่อาจรักษาโรคระบาดได้ หากติดเชื้อ ย่อมมีเพียงเส้นทางเดียว-ความตายความตาย…ต้วนหลิงหลุบตาลงแผ่วเบา จินตนาการถึงภาพหลินถิงล้