รูปเทพเจ้าแห่งโชคลาภขึ้นมา พนมมืออธิษฐาน ปากก็พร่ำพึมพำว่า “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ขอท่านเมตตา อย่าให้ข้าติดโรคระบาดเลย ขอเพียงเป็นไข้ลมร้อนธรรมดาก็พอ”เทพเจ้าแห่งโชคลาภบนจี้ทองยังคงแย้มยิ้มอย่างใจดี หลินถิงวางจี้ทองลงบนโต๊ะ แล้วก้มกราบด้วยความเลื่อมใส“ข้าขอวอนต่อท่าน เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เรื่องร่ำรวยขอพักไว้ก่อน ขอเพียงให้ข้ารอดปลอดภัย ขอบพระคุณท่านยิ่งนัก”ในขณะนั้นเอง ต้วนหลิงก็กลับมาพร้อมหมอ ทันทีที่ผลักประตูเข้ามา ก็พบภาพหลินถิงกำลังก้มกราบบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หมอแม้จะสวมหน้ากากปิดหน้าถึงสองชั้น แต่ก็ไม่อาจปิดความประหลาดใจในแววตาได้-กราบเทพเจ้าแห่งโชคลาภเพื่อขอให้ปลอดโรค… แบบนี้ก็มีด้วยหรือ?หลินถิงเห็นทั้งสองคนเข้ามา ก็รีบเก็บจี้ทองกลับคืน พยายามทำท่าทางเป็นปกติ นั่งรอการตรวจอย่างสงบเสงี่ยมหมอสะพายห่อยา เดินเข้ามาตรวจชีพจรอย่างพิถีพิถันระหว่างการตรวจ หลินถิงจ้องใบหน้าหมอไม่วางตา กลัวเหลือเกินว่าจะได้ยินคำว่า “หมดทางรักษา” ออกมาจากปากของเขาหมอเริ่มเหงื่อซึมด้วยแรงกดดัน ใช้เวลาตรวจซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงกล่าวขึ้นว่า “คุณหนูวางใจเถิด มิใช่โรคระบาด เป็นเพียงไข้ลมร้อนเท่านั้น”ทันใดนั้น ต้วนหลิงก็มองเห็นว่าฝ่ามือตนมีเหงื่อซึมเต็มไปหมดเป็นแค่ลมร้อนจริงด้วย! จิตใจของหลินถิงพลันโล่งดั่งยกภูเขาออกจากอก แทบอยากจะลุกขึ้นเต้นด้วยความดีใจที่แท้นางก็คิดถูกแล้ว-นางป้องกันตัวเองเป็นอย่างดี ทั้งไม่เคยใกล้ชิดก