นตอนนี้ หลินถิงจึงมิได้ต่อปากต่อคำอีกต่อไปเมื่อครั้งนั้นนางยังไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของจินอันไจ้ หวาดหวั่นว่าเขาอาจเป็นผู้ต้องโทษที่ใครต่างรู้จักกันทั่วหล้าเพื่อไม่ให้ต้วนหลิงถอดหน้ากากของเขาออกแลเห็นใบหน้า นางจึงโกหกว่าชายผู้นั้นรูปโฉมอัปลักษณ์ยิ่งนัก คำพูดที่กล่าวออกไปแล้ว ย่อมเหมือนน้ำที่สาดออกจากถ้วย มิอาจเรียกคืนได้อีก ดังนั้นหลินถิงจึงไม่คิดจะแก้ตัว เพียงเบิกตากลมกล่าวปดด้วยความหน้าด้านหน้าเฉยว่า“อัปลักษณ์สิ ข้ารู้สึกว่าเขานั้นอัปลักษณ์อย่างยิ่ง”จินอันไจ้ก็มิได้ขัดแย้ง ยอมปล่อยให้นางว่าตามอำเภอใจต้วนหลิงมองนางอย่างไม่เชื่อถือนัก “เจ้าคิดว่าคุณชายจินอัปลักษณ์จริงหรือ แล้วตรงไหนกันที่อัปลักษณ์?”หลินถิงมิได้คาดคิดว่าเขาจะซักไซ้ถึงเพียงนี้ จึงฝืนใจตอบ “บนหน้าของเขามีแผลเป็น แผลนั้นอัปลักษณ์ยิ่งนักหากไม่มีแผลนี้ บางทีอาจจะพอดูได้อยู่หรอก”ต้วนหลิงไม่รู้ตัวว่ามือลูบที่ข้อมือตนเอง ใช้นิ้วลูบไล้บาดแผลแผ่วเบาภายใต้แขนเสื้อ คล้ายใจลอยเล็กน้อย “เพียงเพราะแผลเป็นเพียงหนึ่ง เจ้ากลับกล่าวว่าเขาอัปลักษณ์?”หลินถิงชูนิ้วประกอบคำพูด “ใช่ แผลนั้นอัปลักษณ์ยิ่งนัก ยาวถึงเพียงนี้ ใหญ่นัก”นางเคยเห็นบาดแผลบนข้อมือของต้วนหลิงในหอเมิ่งเยว่ ครานั้นเขาเปลือยเปล่า จึงมองเห็นชัดเจน แต่ยามนี้กลับมัวแต่คิดหาทางกลบเกลื่อนความผิด จนลืมนึกถึงเรื่องนั้นเสียสนิทมุมปากของต้วนหลิงที่เคยประดับรอยยิ้มพลันจางลงเล็กน้อย