ปที่จวนหลังออกจากหอหมิงเยว่แล้ว ไม่คิดว่าจะมาที่นี่คนเดียว”หลินถิงตอบ “ข้ามาเก็บหนังสือที่ตากไว้ที่ลานหลัง ก่อนฟ้ามืด”ระหว่างเขาเสียบปิ่นนั้น ปลายนิ้วก็ปัดผ่านเส้นไหมผืนบางที่ห้อยลงจากปิ่น“เก็บหนังสือ…ยังมีอารมณ์ว่างมาทำเรื่องพวกนี้อีกหรือ? ก็จริง เจ้าเคยพูดไว้ว่าจะถือเรื่องที่หอหมิงเยว่เป็นเพียงความฝัน ไม่คิดใส่ใจอีกต่อไป”หลินถิงรู้สึกว่าเขาตั้งใจจะมาลองใจ ว่านางจะเอ่ยเรื่องในคืนวันนี้หรือไม่ นางจึงแสร้งทำหน้าใสซื่อ เอ่ยเสียงจริงใจ“แม้ข้าจะไม่เก่งกล้าอันใด แต่หากเป็นเรื่องสัญญา ข้าจะรักษาอย่างแน่นอน หากต้องถูกจับเข้าคุก ข้าก็จะไม่ปริปากเอ่ยชื่อท่านต้วนแน่นอนเจ้าค่ะ”มือที่กำลังเสียบปิ่นของต้วนหลิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงทุ้ม “เช่นนั้น…เจ้าก็ช่างรักษาสัจจะเสียจริง”หลินถิงแอบดึงประตูหลังเบาๆ ก่อนกล่าวอย่างหนักแน่นว่า“เป็นธรรมดาอยู่แล้ว คนทำการค้าต้องมีความซื่อสัตย์ มีคนกล่าวไว้ว่าคนไร้ความซื่อสัตย์ ย่อมไม่มีที่ยืน การค้าไร้ความซื่อสัตย์ ย่อมล่มสลาย บ้านเมืองไร้ความซื่อสัตย์ ย่อมถึงคราวเสื่อม’ ”เขายิ้มละไมดังสายลมฤดูใบไม้ผลิ หากแต่แววตากลับแฝงความประหลาดใจไว้เล็กน้อย“ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่แพร่งพรายออกไป ไม่จำเป็นต้องย้ำหลายรอบขนาดนี้”ในใจหลินถิงกลับนึก ไม่ใช่ท่านหรอกหรือที่อ้างเรื่องคืนปิ่นทองมาเพื่อลองใจข้าว่าจะพูดหรือไม่? อนุญาตให้เจ้าเมืองจุดไฟ แต่ชาวบ้านกลับห้ามจุดตะเกียง-ไม