จินอันไจ้กล่าว“เจ้าก็ระวังตัวด้วย” นางตอบจินอันไจ้ส่งทั้งสองถึงถนนใหญ่ มองต้วนหลิงแวบหนึ่ง แล้วกล่าวกับหลินถิง “ประโยคนี้ เจ้าควรเก็บไว้พูดกับตัวเองจะดีกว่า”พูดจบ เขาก็หายวับไปในพริบตา ต้วนหลิงเดินเรียบไปตามถนน ถามเสียงเรียบแต่ไม่ไร้แววพินิจว่า“คุณหนูเจ็ด รู้จักคุณชายจินตั้งแต่เมื่อไรหรือ?”หลินถิงรู้จักจินอันไจ้มาเพียงปีเดียว แต่เพื่อความปลอดภัย นางกลับตอบไปด้วยรอยยิ้ม “รู้จักกันเมื่อสองปีก่อนเจ้าค่ะ”“พบกันที่ใด?” เขาถามต่อไม่ลดละหลินถิงทำทีนึกย้อน “ในหอสุราร้านหนึ่งในเมืองหลวงเจ้าค่ะ จำชื่อร้านมิได้แน่ชัด นานมาแล้ว”ต้วนหลิง หัวเราะแผ่วเบาในลำคอ“ข้าดูเจ้าสนิทกับคุณชายจินไม่น้อย มักพบปะกันบ่อยหรือ?”“หากว่างก็เจอกันบ้างเจ้าค่ะ เยี่ยงค่ำนี้ก็เพิ่งพบกันโดยบังเอิญที่หอหวงเหอ ขณะชมการตีดอกเหล็ก” นางแสร้งแหย่พลางลองหยั่งเชิง “เหตุใดข้ารู้สึกราวกับท่านกำลังสอบสวนข้าอยู่เล่า ท่านต้วน?”ต้วนหลิงเพียงยิ้มบาง มิได้หยุดฝีเท้า “คุณหนูเจ็ดคิดมากไป ข้าเพียงเอ่ยถามเล่นๆ เท่านั้น”ณ ถนนหน้าประตูทิศใต้ เมืองหลวงยามนี้พลันกลายเป็นความอลหม่าน ผู้คนต่างวิ่งวุ่นตักน้ำดับเพลิง เปลวเพลิงจากหอหวงเหอลุกโชนไม่หยุด เปลวไฟคล้ายอสูรร้าย กลืนกินสิ่งทั้งปวง ความร้อนระอุแผ่ซ่านทั่วท้องถนนชาวบ้านแตกตื่น วิพากษ์วิจารณ์ไม่ขาดปาก แต่ละปีก็มีเทศกาลชมดอกเหล็ก ทว่าปีนี้กลับเกิดไฟไหม้เสียได้ ผู้คนต่างลือว่าเป็นลางร้าย“หรือว่