ียงมีเรื่องอะไรหรือ?” หลินถิงชักเท้ากลับจากที่จะขึ้นรถม้าอนุเสิ่นยิ้มอย่างรู้สึกเก้อเขิน “วันนี้ฮูหยินสามกับฟูเหรินออกจากจวนไปนอกเมืองแล้ว รถม้าในจวนเหลืออยู่คันเดียว……เจ้าสามจะออกไปพบสหายจากสำนักศึกษาน่ะเจ้าค่ะ”ในคำพูดมีความนัย – รถม้าคันเดียว เราสามคนจะใช้สักครู่ก็ไม่ได้เลยหรือ?เถาจูฟังแล้วแทบระเบิดอารมณ์ นี่อนุเสิ่นเห็นฮูหยินสามพาฟูเหรินออกไปไหว้พระ ก็ตั้งใจจะหาเรื่องกดขี่คุณหนูเจ็ดของนาง คิดจะมาแย่งรถม้าไม่ให้นางใช้!หลินซูใบหูแดงเรื่อ รีบคว้ามืออนุเสิ่น พูดเบาๆ ว่า “อี่เหนียง……”อนุเสิ่นหันไปถลึงตาใส่หลินซู ผลักเบาๆ พร้อมกล่าวอย่างตำหนิ “เจ้าหุบปาก อย่าได้เข้าข้างคนนอก”แต่เมื่อหันกลับมาหาหลินถิง ก็เปลี่ยนสีหน้าทันใด “เล่ออวิ๋น เจ้าเองก็รู้ว่าการเรียนในสำนักของซานเอ๋อร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคบหากับสหายให้ดีไว้”หลินถิงทำท่าเหมือนไม่เข้าใจความหมายแฝงของอีกฝ่าย “แล้วอย่างไร?”อนุเสิ่นก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด “เจ้าจะสละรถม้าคันนี้ให้ซานเอ๋อร์ได้หรือไม่? เขาตื่นสายกว่าจะถึงเวลานัดกับสหายก็ใกล้เข้ามาแล้ว หากตอนนี้จะไปหาเช่ารถม้า ก็คงไม่ทันการณ์เสียแล้ว”“เช่นนี้ดีหรือไม่” อนุเสิ่นกล่าวเสียงเบา “อี่เหนียงจะให้คนไปเช่ารถม้าให้เจ้าแทน” นางพยายามยื่นมือออกไปจับมือหลินถิง แต่หลินถิงกลับเบี่ยงตัวหลบ มือที่ยื่นออกไปจึงค้างคาอยู่อย่างน่าอาย ครู่หนึ่งจึงได้แต่ชักกลับลงมาหลินถิงไล้นิ้วบนตราประจำสกุลหลิ